วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2569

Login
Login

รัสเซียอาจ ‘ได้กำไรมากที่สุด’ จากสงครามตะวันออกกลาง

รัสเซียอาจ ‘ได้กำไรมากที่สุด’ จากสงครามตะวันออกกลาง

ในเพลิงสงครามที่เขย่าตลาดพลังงานโลก นี่กำลังสร้าง ‘ผู้ได้ประโยชน์ที่คาดไม่ถึง’ นั่นคือ ‘รัสเซีย’ ด้วยราคาพลังงานพุ่งขึ้น ทรัพยากรทหารของสหรัฐถูกเบนไปจากยูเครน ส่งผลให้มอสโกมีทั้งรายได้และโอกาสรุกคืบเพิ่มขึ้น เหล่านักวิเคราะห์มองว่า นี่อาจกลายเป็น ‘โบนัสทางภูมิรัฐศาสตร์’ สำหรับเครมลิน

ท่ามกลางไฟสงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันโลก แพงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ความสนใจของสหรัฐและทรัพยากรทางทหารจำนวนมากกำลังถูกดึงไปยังภูมิภาคดังกล่าว

นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยจึงมองว่า ในความวุ่นวายครั้งนี้ “ประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุด” อาจไม่ใช่ฝ่ายที่อยู่ในสนามรบ แต่คือ “รัสเซีย”

อันโตนิโอ คอสตา ประธานสภายุโรป กล่าวต่อคณะทูตในกรุงบรัสเซลส์ว่า “จนถึงตอนนี้ มีผู้ชนะเพียงรายเดียวในสงครามครั้งนี้ นั่นคือรัสเซีย”

เขาอธิบายว่า ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นนี้ ช่วย “เพิ่มรายได้” ให้มอสโก ซึ่งสามารถนำไปใช้สนับสนุนสงครามในยูเครนได้มากขึ้น 

ขณะเดียวกัน ความสนใจของโลกและสหรัฐที่หันไปยัง “ตะวันออกกลาง” ยังทำให้แนวรบยูเครนถูกลดความสำคัญลง และเปิดโอกาสให้รัสเซีย “รุกคืบ” ได้ง่ายขึ้นด้วย 

ฮอร์มุซป่วนโลก หนุนรัสเซียขายน้ำมันได้แพงขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นคือ การหยุดชะงักของการขนส่งใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก

แม้ราคาน้ำมันจะลดลงเล็กน้อยหลังแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 แต่ตลาดยังคงตึงตัว เนื่องจากการเดินเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้แทบหยุดชะงัก หลังอิหร่านประกาศเตือนว่าจะ “เผาเรือ” ที่พยายามผ่านเส้นทางดังกล่าว

แม้ยังมีเรือบางส่วนเดินทางผ่านได้ แต่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ได้ผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้นอย่างมาก

ในจังหวะนี้ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้เรียกประชุมผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารด้านพลังงาน พร้อมย้ำว่า “บริษัทพลังงานรัสเซีย ควรใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ในปัจจุบันให้มากที่สุด”

เขายังส่งสัญญาณว่า สหภาพยุโรปที่พยายามลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย อาจต้อง “กลับมาทบทวนความร่วมมือระยะยาวกับมอสโก” อีกครั้ง หากวิกฤติพลังงานยืดเยื้อ

หลังการประชุมของปูตินเมื่อวันจันทร์ ประธานาธิบดีทรัมป์ดูเหมือนจะมอบ “ของขวัญ” อีกชิ้นให้ปูติน เมื่อทรัมป์ระบุว่า สหรัฐเปิดทางให้นานาชาติซื้อ “น้ำมันรัสเซียกลางทะเล” 30 วันได้ หวังพยุงตลาดพลังงาน และก่อนหน้านั้น สหรัฐก็ “เปิดไฟเขียว” ให้อินเดีย 30 วัน สามารถซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้

ที่ผ่านมา มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ ทำให้น้ำมันดิบรัสเซียต้องขายในราคา “ต่ำกว่าตลาดโลกอย่างมาก” แต่เมื่อมีการผ่อนคลายมาตรการดังกล่าว ช่องว่างราคานี้อาจหายไปทันที และทำให้เครมลิน “มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกหลายพันล้านดอลลาร์” แทน

ยิ่งล่าสุด ถ้าทรัมป์ทำลาย “เกาะ Kharg” ศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันกว่า 90% ของอิหร่านตามคำขู่จริง ก็อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกกระโดดไป 120–150 ดอลลาร์ เกิดช็อกพลังงานทั่วโลก และ “เข้าทางปูติน” แทน ยังไม่นับรวมความเสี่ยงที่อิหร่านอาจโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในซาอุฯและ UAE อย่างรุนแรง เพื่อตอบโต้ ซึ่งสุ่มเสี่ยงจะทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นไปอีก

ราคาน้ำมันแพง = เงินเข้ารัสเซีย

นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่า ผลประโยชน์ของรัสเซียจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ “ระยะเวลาของสงครามในตะวันออกกลาง”

หากวิกฤติยืดเยื้อเพียงไม่กี่สัปดาห์ ผลกระทบอาจจำกัด แต่หากกินเวลาหลายเดือน เศรษฐกิจรัสเซียอาจได้รับเม็ดเงินมหาศาลจากการส่งออกพลังงาน

รัสเซียอาจ ‘ได้กำไรมากที่สุด’ จากสงครามตะวันออกกลาง

- ปูติน (ภาพ: Reuters) -

เพทรัส คาตินาส นักวิจัยด้านพลังงานจากสถาบัน Royal United Services Institute ระบุว่า ส่วนลดราคาน้ำมันที่รัสเซียต้องให้กับผู้ซื้อเพราะมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วิกฤติอิหร่านเริ่มต้น

“ยิ่งราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงนานเท่าไร รัสเซียก็ยิ่งขายน้ำมันได้ในราคาที่ใกล้เคียงตลาดโลกมากขึ้น” เขากล่าว

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ อาจกลายเป็นเชื้อเพลิงใหม่ให้ “เครื่องจักรสงครามของรัสเซีย” เดินหน้าต่อในยูเครน ตามความเห็นของเจมส์ เฮนเดอร์สัน จาก Oxford Institute for Energy Studies

“คงไม่มีใครแปลกใจ หากงบประมาณด้านการทหารเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์นี้” เฮนเดอร์สันกล่าว

“เมื่อมีเงินมากขึ้น โดยปริยายก็หมายความว่า จะมีเงินมากขึ้นสำหรับใช้จ่ายด้านการทหาร นี่คือผลลัพธ์ที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง”

ตามข้อมูลของสถาบันวิจัย Centre for Research on Energy and Clean Air (CREA) ระบุว่า รัสเซียได้รับ “รายได้ราว 6 พันล้านยูโร” จากการขายเชื้อเพลิงฟอสซิล ภายในสองสัปดาห์นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านเริ่มขึ้น

รายได้ดังกล่าวสะท้อนว่า ในเดือนมีนาคม รัสเซียมีรายได้จากการขายน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินเพิ่มขึ้นราว 672 ล้านยูโร หลังจากราคาพลังงานเฉลี่ยต่อวันรวมกันพุ่งขึ้นประมาณ 14% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์

รายได้ที่เพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมด ประมาณ 600 ล้านยูโร ดูเหมือนจะมาจาก “การค้าขายพลังงาน” ซึ่งเป็นรายได้ส่งออกหลักของรัสเซีย 

ยูเครนกังวลถูกลืม

นอกจากนี้ สงครามในตะวันออกกลางยังทำให้สถานการณ์ในยูเครนถูกลดความสำคัญลงอย่างชัดเจน ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีเตือนว่า ขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐที่ถูกนำไปใช้ปกป้องฐานทัพในตะวันออกกลาง หมายถึงทรัพยากรที่ยูเครนจะไม่ได้รับ ซึ่งสถานการณ์นี้ทำให้เครมลินได้เปรียบมากขึ้นในสนามรบ

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์บางคนมองว่า ผลประโยชน์ของรัสเซียไม่ได้มีเพียงด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างประเทศ

สงครามครั้งนี้ เปิดโอกาสให้รัสเซียพยายามแสดงบทบาท “ผู้ไกล่เกลี่ย” ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง และรักษาความสัมพันธ์กับรัฐบาลสหรัฐ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์

‘รัสเซีย’ ผู้ได้อานิสงส์ทางเศรษฐกิจนอกสนามรบ

โดยทั่วไปแล้ว ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศผู้ส่งออกพลังงานที่อยู่นอกพื้นที่สงคราม เช่น นอร์เวย์ แคนาดา ไนจีเรีย โคลอมเบีย

แต่ในบรรดาประเทศเหล่านี้ “รัสเซีย” ถูกมองว่าเป็นผู้ได้ประโยชน์มากที่สุด

ในช่วงล่าสุด ราคาน้ำมันดิบของรัสเซียบางประเภทถึงกับซื้อขายในราคา “สูงกว่ามาตรฐานตลาดโลก” เนื่องจากความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน

เพื่อสะท้อนรายได้ที่เพิ่มขึ้นของรัสเซีย บรรดาเทรดเดอร์เปิดเผยว่า น้ำมัน Urals ซึ่งเป็นน้ำมันดิบหลักของรัสเซียที่ส่งไปยังท่าเรืออินเดีย ถูกขายในราคาสูงกว่า Brent ซึ่งเป็นมาตรฐานราคาน้ำมันโลก “เป็นครั้งแรก”

นิโคลัส มัลเดอร์ นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ และเป็นผู้เขียนหนังสือ The Economic Weapon: The Rise of Sanctions as a Tool of Modern War (อาวุธเศรษฐกิจ: การผงาดขึ้นของมาตรการคว่ำบาตร ในฐานะเครื่องมือทำสงครามยุคใหม่) กล่าวว่า “สำหรับผู้ค้าน้ำมันรัสเซีย นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ทำกำไรได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์”


อ้างอิง: guardiannbcbbcaxiosreutersnikkei