'เวียดนาม' แซงจีน-เม็กซิโก ขึ้นแท่นประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากสุดในโลก รับต้นปี 2026 หลังการส่งออกพุ่งแรง
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า "เวียดนาม" กลายเป็นประเทศคู่ค้าที่มีการ "เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากที่สุดในโลก" ในเดือนม.ค. 2026 แซงหน้าทั้งเม็กซิโกและจีน หลังการส่งออกจากเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับการส่งออกโดยตรงจากจีนไปยังสหรัฐที่ลดลงอย่างมาก
จากการเปิดเผยข้อมูลทางการล่าสุดของสหรัฐ พบว่าในเดือนมกราคม เวียดนามมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดในบรรดาคู่ค้าทั้งหมดของสหรัฐ รองลงมาคือ ไต้หวัน เม็กซิโก และจีน
เวียดนามส่งออกไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้น 53% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ ในเดือนแรกของปีนี้ ในขณะที่สหรัฐนำเข้าจากจีนในช่วงเดียวกันลดลง 46%
ที่ผ่านมา ดุลการค้าเกินดุลของเวียดนามกับสหรัฐเริ่มแซงหน้าจีนมาตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2025 และในช่วงสามไตรมาสที่ผ่านมาเป็นรองเพียงแค่ "เม็กซิโก" เท่านั้น โดยตลอดทั้งปี 2025 เวียดนามเกินดุลการค้ากับสหรัฐรวม 178,000 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ รัฐบาลฮานอยกำลังเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐมาหลายเดือนแล้ว แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ เนื่องจากช่องว่างทางการค้าที่ขยายตัวมาก และความเห็นต่างเกี่ยวกับอัตราภาษีที่สหรัฐต้องการเรียกเก็บจากสินค้าของเวียดนาม
รอยเตอร์สระบุว่า การส่งออกของเวียดนามไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังสหรัฐขึ้นภาษีสินค้าจีนในระดับสูง ซึ่งทำให้ผู้ส่งออกจีนสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ในขณะเดียวกัน เวียดนามก็มีการนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยสินค้าจำนวนมากถูกนำเข้ามาเพื่อส่งออกต่อไปยังสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาเวียดนามหลายครั้งว่าเป็น “ทางผ่าน” ของสินค้าจีน ที่ต้องการส่งออกไปยังสหรัฐ เนื่องจากสินค้าที่ติดฉลาก “Made in Vietnam” จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า
สินค้าที่ถูกพบว่ามีการถ่ายลำหรือส่งผ่านอย่างผิดกฎหมาย (illegal transshipment) จะถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีสูงถึง 40% แต่ทำเนียบขาวยังไม่ได้กำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนในการพิจารณาว่าสินค้าใดเข้าข่ายดังกล่าว
ในสัปดาห์นี้ สหรัฐยังได้เปิดการสอบสวนใหม่ต่อเวียดนามและประเทศอื่นๆ เกี่ยวกับ แนวปฏิบัติทางการค้าที่อาจไม่เป็นธรรมภายใต้มาตรา 301
ก่อนหน้านี้ในเดือนส.ค. ปีที่แล้ว วอชิงตันได้ขึ้นภาษีสินค้าจากเวียดนาม 20% แต่หลังจากศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัยในเดือนก.พ. ปีนี้ว่า มาตรการภาษีต่างตอบแทนของทรัมป์ขัดต่อกฎหมาย ทำเนียบขาวจึงประกาศใช้ภาษีทั่วโลก 10% เป็นเวลา 150 วันแทน





