วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

'ฮอนด้า' เตือนขาดทุนครั้งแรกรอบ 70 ปี ปรับแผนถอย 'อีวี' ทำจุก 5 แสนล้าน

'ฮอนด้า' เตือนขาดทุนครั้งแรกรอบ 70 ปี  ปรับแผนถอย 'อีวี' ทำจุก 5 แสนล้าน

บริษัทฮอนด้า มอเตอร์ (Honda Motor) เตือนเมื่อวันที่ 12 มี.ค. ว่า บริษัทอาจเผชิญภาวะ "ขาดทุน" รายปี เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปีนับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น หลังต้องตั้งบันทึกด้อยค่าธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) สูงถึง 2.5 ล้านล้านเยน หรือกว่า 5 แสนล้านบาท ท่ามกลางความต้องการรถอีวีซึ่งอ่อนแรงกว่าที่คาดการณ์

บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่นระบุว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิดจากการยกเลิกแผนพัฒนารถอีวี 3 รุ่นในสหรัฐ ซึ่งเดิมเตรียมผลิตเพื่อรุกตลาดอเมริกา

อย่างไรก็ตาม ในยุครัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐได้ยกเลิกนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า จนทำให้ผู้ผลิตรถยนต์หลายราย เช่น ฟอร์ด มอเตอร์ และสเตลแลนทิส ต้องปรับกลยุทธ์และบันทึกการด้อยค่าครั้งใหญ่เช่นกัน

ฮอนด้าระบุว่า บริษัท "อาจขาดทุนสุทธิสูงถึง 570,000 ล้านเยน" (ราว 1.15 แสนล้านบาท) สำหรับปีงบการเงินสิ้นสุดเดือนมี.ค. 2026 จากเดิมที่เคยคาดว่าจะมีกำไร 550,000 ล้านเยน

หากการขาดทุนนี้เกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการขาดทุนประจำปี "ครั้งแรก" ในรอบ 69 ปี นับตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 1957

หลังการประกาศดังกล่าว หุ้นของฮอนด้าที่จดทะเบียนในสหรัฐร่วงลงประมาณ 8% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด ขณะที่ราคาในการซื้อขายช่วงเช้าที่ตลาดหุ้นโตเกียววันศุกร์นี้ลบไปกว่า 5%

ถอยแผน EV ฉุดอุตสาหกรรมรถยนต์โลก

รอยเตอร์สระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกจำนวนมากกำลังเผชิญค่าใช้จ่ายการด้อยค่าจำนวนมหาศาล หลังเริ่มลดความทะเยอทะยานในการขยายธุรกิจอีวีในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

การตั้งสำรองของฮอนด้า ทำให้ยอดรวมค่าใช้จ่ายด้อยค่าของอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกพุ่งขึ้นไปแตะที่ประมาณ 67,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.15 ล้านล้านบาท) ซึ่งรวมถึงค่ายรถยนต์เหล่านี้ อาทิ

  • General Motors เตือนว่าจะมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 7,600 ล้านดอลลาร์
  • Stellantis คาดว่าจะตั้งสำรอง 25,000 ล้านดอลลาร์
  • Ford Motor มีค่าใช้จ่ายประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์

นักวิเคราะห์ระบุว่า ขนาดของการตั้งสำรองของฮอนด้า "ถือว่าสูงเกินคาด" โดยเฉพาะการตัดสินใจยกเลิกโครงการผลิตอีวีในสหรัฐทั้งหมด แทนที่จะเพียงแค่ลดขนาดโครงการ

“สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ การยกเลิกแผนการผลิตในสหรัฐทั้งหมด ฮอนด้ามีแผนขยายอีวีที่ทะเยอทะยานมาก แต่สภาพตลาดที่เปลี่ยนไปทำให้โครงการได้รับผลกระทบอย่างหนัก” จูลี บูต นักวิเคราะห์ยานยนต์จาก Pelham Smithers Associates กล่าว

ด้านโทชิฮิโร มิเบะ ซีอีโอของฮอนด้ากล่าวในการแถลงข่าวว่า ความต้องการรถอีวีลดลงอย่างมาก ทำให้การรักษาความสามารถในการทำกำไรเป็นเรื่องที่ “ยากมาก”

ทั้งนี้ ซีอีโอของฮอนด้าและรองประธานบริหาร โนริยูกิ ไคฮาระ ประกาศจะลดเงินเดือนตนเอง 30% เป็นเวลา 3 เดือน ขณะที่ผู้บริหารบางรายจะลดค่าตอบแทนลง 20% เช่นกัน

ตลาดจีนแข่งขันหนัก 

นอกจากเรื่องอีวีแล้ว ฮอนด้ายังต้องบันทึกการด้อยค่าการลงทุนในธุรกิจ "จีน" หลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตรถยนต์ท้องถิ่น โดยเฉพาะรถยนต์ที่เน้นซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น BYD

ผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติสูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็วในจีน เนื่องจากผู้บริโภคหันไปซื้อแบรนด์ท้องถิ่นมากขึ้น โดย BYD กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลกในปีที่ผ่านมา

บลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ ระบุว่า ฮอนด้าเป็นหนึ่งในบริษัทที่ "เดิมพันกับอีวีอย่างจริงจังในตลาดอเมริกาเหนือ" ทำให้ต้องเผชิญผลกระทบทางการเงินสูงเมื่อแนวโน้มตลาดเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

อินเดียกลายเป็นเป้าหมายใหม่

นอกจากตลาดหลักอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐ ฮอนด้าระบุว่าจะเพิ่มความแข็งแกร่งของสายผลิตภัณฑ์และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนใน "อินเดีย" ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูง

ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นจำนวนมากเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับอินเดียมากขึ้น เนื่องจากการแข่งขันจากผู้ผลิตจีนรุนแรงในหลายภูมิภาคของเอเชีย ขณะที่ตลาดอินเดียจะคล้ายสหรัฐในแง่ที่ยังคงมีข้อจำกัดต่อผู้ผลิตรถยนต์จีน

ขณะเดียวกัน ฮอนด้ายังวางแผนเพิ่มสัดส่วน "รถยนต์ไฮบริด" โดยปรับการจัดสรรทรัพยากรและปรับโครงสร้างสายผลิตภัณฑ์ เพื่อรับมือกับการชะลอตัวของตลาดอีวีในอเมริกาเหนือ


ที่มา: Reuters, Bloomberg