ชั้นวางสินค้าในเมียนมา อาจดูเหมือนมีของ แต่เบื้องหลังคือ ‘วิกฤติ’ ที่กำลังก่อตัว เมื่อสินค้านำเข้าจากต่างประเทศค่อย ๆ หายไปจากตลาด หลังรัฐบาลทหาร ‘จำกัดการนำเข้าอย่างเข้มงวด’ เพื่อรักษาเงินตราต่างประเทศที่กำลังร่อยหรอ
ในภาพชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตเมียนมาที่ดูเหมือนมีของ แต่จริง ๆ แล้วเศรษฐกิจกำลังเผชิญ “วิกฤตินำเข้า” โดยสินค้าต่างประเทศค่อย ๆ หายไป และรัฐบาลกำลัง “จำกัดการนำเข้า” เพื่อรักษาเงินตราต่างประเทศที่กำลังไหลออก
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ปัจจุบันชั้นวางสินค้าแทบทั้งหมดถูกครอบครองโดย “แบรนด์ภายในประเทศ” แตกต่างอย่างมากจากในอดีตที่เคยเต็มไปด้วยแบรนด์สินค้าต่างประเทศหลากหลายชนิด โดยสินค้านำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย เช่น อาหาร รวมถึงสินค้าที่ผลิตในจีน แทบจะ “หายไปจากชั้นวาง”
“ราคาซอสทาบาสโก้พุ่งขึ้นเกือบ 5 เท่า” พ่อค้าท้องถิ่นรายหนึ่งบอกกับนิกเกอิ เอเชีย
“เพราะตอนนี้ไม่สามารถนำเข้าผ่านช่องทางปกติได้ เราจึงต้องหาวิธีทุกทางเพื่อนำสินค้าเข้าประเทศ สินค้าเหล่านี้จากที่เคยเป็นของใช้ทั่วไป ตอนนี้กลายเป็น ‘ของหรู’ ที่มีเพียงคนรวยไม่กี่คนเท่านั้นที่ซื้อได้”
ในขณะนี้ ร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยา ร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง หรือร้านเสื้อผ้า ต่างกำลังเผชิญปัญหา “สินค้าต่างประเทศหมดสต็อก” เนื่องจากรัฐบาลแทบจะหยุดออกใบอนุญาตนำเข้าอย่างเป็นทางการตั้งแต่กลางปี 2025 พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้า
“ของพวกนี้เพิ่งมาถึงจากไทย” เจ้าของร้านขายเครื่องสำอางในย่างกุ้งกล่าว พร้อมชี้ไปที่สินค้าจำนวนเล็กน้อยที่ถูกนำเข้ามาทางเครื่องบินผ่านช่องทางที่ไม่ได้รับอนุญาต
ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจของเมียนมาระบุว่า แม้ผู้ส่งออกจะยังคงได้รับประโยชน์จากกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย แต่ผู้นำเข้ากลับเผชิญสถานการณ์ที่แตกต่างอย่างมาก หลายคนเชื่อว่า ทางการกำลังเข้มงวดกฎระเบียบมากขึ้น เพื่อป้องกันเงินทุนไหลออกนอกประเทศ และเพื่อรักษาเงินตราต่างประเทศที่กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง
ก่อนที่กองทัพเมียนมาจะยึดอำนาจในปี 2021 ประเทศใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบ “เปิดประตู” ซึ่งทำให้ธุรกิจสามารถขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า และเงินตราต่างประเทศได้ค่อนข้างง่าย
แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างมากในปี 2024 เมื่อรัฐบาลทหารปรับนโยบายเป็น “การค้าภายใต้การควบคุม” นั่นหมายความว่า บริษัทต่าง ๆ จะต้องแสดงหลักฐานรายได้จากการส่งออกก่อน จึงจะได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าได้
พอถึงกลางปี 2025 สถานการณ์ยิ่งแย่ลงไปอีก เมื่อรัฐบาลเริ่ม “ปฏิเสธ” คำขอใบอนุญาตนำเข้าทางทะเลเกือบทั้งหมด พร้อมตั้งคณะกรรมการปราบปรามการค้าผิดกฎหมาย เพื่อบุกตรวจโกดังสินค้าและยึดของที่ถูกลักลอบนำเข้ามาทางบก หรือผ่านใบอนุญาตการค้าชายแดน ซึ่งช่องทางเหล่านี้ สามารถขนสินค้าได้ในปริมาณน้อยกว่าการนำเข้าปกติอย่างมาก
ปลายปี 2024 พลเอกอาวุโสโซ วิน รองผู้นำรัฐบาลทหารและประธานคณะกรรมการดังกล่าว ได้สั่งให้เพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามการค้าผิดกฎหมาย โดยเขากล่าวในการประชุมว่า การค้าผิดกฎหมายเป็น “แหล่งเงินสำคัญ” ของกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งหมายถึงกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารที่กำลังสู้รบกับกองทัพตามพื้นที่ชายแดนของประเทศ
ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว สถานการณ์ยิ่งตึงตัวขึ้นอีก หลังจากผู้บัญชาการทหารสั่งให้ทหารและเจ้าหน้าที่หยุดรับสินบน ทำให้พ่อค้าต้องหาวิธีลักลอบนำเข้าสินค้าที่ลับ และเสี่ยงยิ่งกว่าเดิม
ปัจจุบัน พ่อค้าบางรายพยายามขนสินค้าปริมาณเล็ก ๆ ด้วยรถขนาดเล็ก เพื่อหลบเส้นทางหลักและด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ แต่เส้นทางเหล่านี้ก็ไม่แน่นอนนัก แม้สินค้าบางส่วนจะผ่านเข้ามาได้ แต่พ่อค้าหลายรายรายงานว่า รถจำนวนมากถูกสกัดและสินค้าถูกยึดระหว่างทาง
ด้วยเหตุนี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ จึงค่อนข้างรุนแรง เพราะเมื่อสินค้าถูกขนมาถึงนครย่างกุ้ง ต้นทุนการขนส่งอาจ “พุ่งสูงถึงเกือบ 5 เท่า” ของมูลค่าสินค้าเดิมเลยทีเดียว
แม้ทางการจะระบุว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศ แต่บรรดาพ่อค้าเตือนว่า ข้อจำกัดดังกล่าว จะยิ่งผลักดันให้การค้าผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น
นักธุรกิจรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับนิกเกอิ เอเชียว่า “ตอนนี้มีการเรียกเก็บภาษีสูงถึง 3 เท่าของมูลค่าสินค้าเดิม เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นว่าการขนสินค้าประเภทนี้ทำเงินได้มาก พวกเขาก็เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้มากขึ้น”
ความต้องการดังกล่าว ทำให้เกิด “ตลาดซื้อขายเงินตราแบบไม่เป็นทางการ” โดยผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินแพงกว่าปกติอย่างมาก โดยเฉลี่ยประมาณ 200 จ๊าต ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
เจ้าของบริษัทนำเข้าวัตถุดิบอาหารรายใหญ่รายหนึ่งกล่าวว่า “สินค้าถูกซื้อไว้แล้วและยังค้างอยู่ในต่างประเทศ แต่เมื่อรัฐบาลไม่ออกใบอนุญาตนำเข้า และก็ไม่สามารถขนสินค้าข้ามชายแดนได้ พวกเราจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังมาก”
อ้างอิง: nikkei





