วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

สงครามอิหร่านเสี่ยงดัน 'ราคาอาหารโลกพุ่ง' นำเข้าปุ๋ยสะดุด ซ้ำต้นทุนพลังงานแพง

สงครามอิหร่านเสี่ยงดัน 'ราคาอาหารโลกพุ่ง' นำเข้าปุ๋ยสะดุด ซ้ำต้นทุนพลังงานแพง

วิกฤติอาหารโลกเสี่ยงปะทุจากสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ใครจะได้รับผลกระทบหนักสุด เมื่อผลกระทบช่องแคบฮอร์มุซไปไกลกว่าน้ำมันและก๊าซ แต่ยังกระทบการส่งออกปุ๋ยทั่วโลก ขณะที่ 'ไทย' เสี่ยงสองเด้งทั้งจากปุ๋ยนำเข้าและดอลลาร์แพง

สงครามในตะวันออกกลางที่กำลังลุกลาม เริ่มกระทบเส้นทางการค้าผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" หนักขึ้น อาจส่งผลไกลเกินกว่าตลาดพลังงาน โดยมีความเสี่ยงที่จะดัน "ราคาอาหารโลก" ให้พุ่งขึ้นตามมาด้วย

ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เป็นเพียงแค่เป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางหลักของ "ปุ๋ยเคมี" ที่จำเป็นต่อภาคเกษตรทั่วโลก ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ความปั่นป่วนด้านการขนส่งอาจทำให้ ต้นทุนการทำเกษตรสูงขึ้น ผลผลิตลดลง และท้ายที่สุดอาจผลักดันให้ "ราคาอาหาร" แพงขึ้น

สถาบันวิจัยนโยบายอาหารระหว่างประเทศ (IFPRI) ระบุว่า ต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตที่แพงขึ้นอาจทำให้ 
"เงินเฟ้อในกลุ่มอาหารโลก" กลับมาเร่งตัวอีกครั้ง หลังจากราคาขายปลีกอาหารในหลายประเทศเพิ่งจะกลับสู่ระดับปกติ

ขณะที่ราช ปาเทล ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านงานวิจัย (กิตติเมธี) จากมหาวิทยาลัยเทกซัส เตือนว่า ความปั่นป่วนเรื่องปุ๋ยจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ อาจเพิ่มแรงกดดันต่อราคาอาหารโลกผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน

“คำตอบสั้นๆ คือ ผลกระทบจะมีนัยสำคัญ และเร็วกว่าที่หลายคนคิด” ปาเทลกล่าว “ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดคอขวดของตลาดปุ๋ยโลก โดยกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และอิหร่าน เป็นผู้ส่งออกยูเรียและฟอสเฟตรายสำคัญของโลก และเกือบทั้งหมดต้องขนส่งผ่านฮอร์มุซ”

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมระบุว่า ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารโดยตรง รวมถึงประเทศที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยนำเข้า อาจเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกสำคัญ

ประเทศอ่าวเปอร์เซียเสี่ยงทันที

ภูมิภาคแรกที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบคือ ประเทศที่อยู่ใกล้พื้นที่ความขัดแย้ง

บิน ฮุย ออง นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จาก BMI กล่าวว่า ผู้บริโภคในประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียเสี่ยงที่จะเผชิญราคาอาหารปรับตัวแพงขึ้นในระยะสั้น เนื่องจากประเทศเหล่านี้พึ่งพา "การนำเข้าอาหารทางเรือ" ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างมาก

เศรษฐกิจในอ่าวเปอร์เซีย เช่น กาตาร์ บาห์เรน คูเวต และซาอุดีอาระเบีย ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารผ่านเส้นทางดังกล่าว หากการขนส่งยังคงติดขัด สินค้าอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางไปยังช่องทางอื่นหรือขนส่งทางบก ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่ามาก

นักวิเคราะห์เตือนว่า ประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียทางฝั่งตะวันตกของฮอร์มุซอาจประสบปัญหาการนำเข้าอาหารในระยะสั้น และจำเป็นต้องหาเส้นทางขนส่งทางเลือก ประเทศที่มีฐานะมั่งคั่ง เช่น กาตาร์ บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต จะมีทรัพยากรมากพอที่จะเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางอากาศหรือทางบกได้ แต่ประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดเช่น "อิรัก" อาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก ขณะที่ "อิหร่าน" เองก็อาจเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารเช่นกัน

ซับ-ซาฮารา เสี่ยงมากที่สุด

นอกเหนือจากตะวันออกกลาง ภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดก็คือ แอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา (ซับ-ซาฮารา) เพราะเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาปุ๋ยนำเข้าอย่างมาก ขณะที่ครัวเรือนต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับค่าอาหาร

ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเทกซัสระบุว่า มากกว่า 90% ของปุ๋ยที่ใช้กันภูมิภาคนี้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และ "ข้าวโพด" ซึ่งเป็นอาหารหลักของหลายประเทศในภูมิภาคนี้ คือพืชที่ต้องใช้ไนโตรเจนสูง จึงอาจได้รับผลกระทบหนักหากปุ๋ยขาดแคลน ทำให้ผลผลิตลดลงและราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคาร Rabobank ระบุว่า ภูมิภาคที่ยากจนและมีประชากรหนาแน่นในซับ-ซาฮาราจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

อู่ข้าวอู่น้ำ 'เอเชียใต้' และ 'อาเซียน' ก็อาจไม่รอด

ประเทศในเอเชียใต้และ "เอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ก็อาจเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

ประเทศเศรษฐกิจเกษตรขนาดใหญ่ เช่น "อินเดีย บังกลาเทศ ไทย และอินโดนีเซีย" พึ่งพาปุ๋ยนำเข้าจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง หากการขนส่งหยุดชะงักเป็นเวลานาน ต้นทุนของเกษตรกรอาจเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกสำคัญ

ปาเทลยกตัวอย่าง "เกษตรกรในประเทศไทย" ที่พึ่งพาปุ๋ยนำเข้าเป็นหลัก และซื้อยูเรียที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และกำหนดราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐ อาจต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนที่แพงขึ้นจากหลายปัจจัยพร้อมกัน

ส่วนอาหารหลักในภูมิภาค เช่น ข้าวและข้าวโพด ก็เป็นพืชที่ต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณสูง ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า "อินโดนีเซียและบังกลาเทศ" อาจเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในภูมิภาคนี้

ความเสี่ยงระยะยาวต่อราคาอาหารโลก

หากราคาปุ๋ยแพงขึ้นจนเกษตรกรลดการใช้ปุ๋ย ผลผลิตทางการเกษตรอาจลดลง และทำให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้น

นักวิเคราะห์ระบุว่า "บราซิล" ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก อาจเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหากตลาดปุ๋ยตึงตัว เนื่องจากประเทศนี้นำเข้าปุ๋ยประมาณ 85% ของความต้องการทั้งหมด และหากการขนส่งปุ๋ยสะดุดในช่วงฤดูกาลนำเข้าหลักของบราซิล ก็อาจส่งผลกระทบต่อตลาดสินค้าเกษตรทั่วโลกตามมา

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า แม้ผลผลิตทางการเกษตร "จะยังไม่ลดลงในระยะสั้น" แต่แค่ต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว ก็อาจทำให้เงินเฟ้ออาหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นได้แล้ว เพราะพลังงานมีบทบาทสำคัญตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่การใช้เครื่องจักรในไร่นา การผลิตปุ๋ย การขนส่งพืชผล ไปจนถึงการแปรรูปอาหาร

"ผลกระทบต่อราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายจริง อาจไม่ได้มาจากราคาสินค้าเกษตรโดยตรง แต่เกิดจากต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นส่วนสำคัญของราคาอาหารปลายทาง" โจเซฟ กลอเบอร์ นักวิจัยอาวุโสจาก IFPRI กล่าว 

ขณะที่คริส บาร์เร็ตต์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านการเกษตรจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ระบุว่า ผลกระทบต่อราคาอาหารจะรุนแรงมากเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าความปั่นป่วนด้านการขนส่งจะยืดเยื้อนานแค่ไหน


ที่มา: CNBC