ในบรรดาอาหารนานาชาติ คนไทยชอบอาหารญี่ปุ่นติดอันดับต้นๆ สังเกตได้จากจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นที่เปิดในประเทศไทย ปี 2568 มีทั้งหมด 5,781 ร้าน สัปดาห์ก่อนญี่ปุ่นแต่งตั้งทูตสันถวไมตรีเพื่อการเผยแพร่อาหารญี่ปุ่น ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
เมื่อวันที่ 5 มี.ค. โอตากะ มาซาโตะ(H.E. Mr. Otaka Masato) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยทำพิธีแต่งตั้ง อาโอกิ ทาเคชิ หัวหน้าพ่อครัวใหญ่แห่งร้านอาหารญี่ปุ่นนิปปอนเต กรุงเทพฯ เป็น “ทูตสันถวไมตรีเพื่อการเผยแพร่อาหารญี่ปุ่น” ปฏิบัติหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการอาหารญี่ปุ่นในต่างประเทศในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนส่งเสริมและเผยแพร่อาหารและวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่น
“ตำแหน่งนี้มีภารกิจสำคัญคือการเผยแพร่เสน่ห์และวัฒนธรรมของอาหารญี่ปุ่นให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงช่วยส่งเสริมการขยายตัวทางธุรกิจและความสัมพันธ์ทางการเมืองของญี่ปุ่นด้วย” ทูตโอตากะกล่าว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในตัวผู้ได้รับการแต่งตั้งเนื่องจากสั่งสมประสบการณ์ด้านอาหารญี่ปุ่นมานาน
อาโอกิเริ่มทำงานที่ Hotel Plaza และ Hilton Hotel ที่เมืองโอซากา จากนั้นระหว่างปี 1992-1996 ได้เป็นพ่อครัวประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ก่อนเป็นหัวหน้าพ่อครัวใหญ่ ณ ร้านอาหารญี่ปุ่นนิปปอนเตจนถึงปัจจุบัน มีบทบาทสำคัญในการดูแลต้อนรับทั้งชาวญี่ปุ่นที่อาศัยในประเทศไทย รวมถึงแขกคนสำคัญระดับสูงและเจ้าหน้าที่รัฐบาล ถือเป็นการสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมผ่านอาหาร
แต่ World Pulse สงสัย อาหารญี่ปุ่นโด่งดังอยู่แล้วทำไมต้องมีทูตสันถวไมตรีด้านนี้ด้วย ทูตโอตากะ อธิบายว่า อาหารญี่ปุ่นโด่งดังในประเทศไทยก็จริง ตอนนี้รสนิยมการรับประทานอาหารของคนไทยคล้ายกับคนญี่ปุ่นมากแล้ว แต่ความชอบส่วนบุคคลก็ยังแตกต่างกันอยู่ "ซึ่งคุณอาโอกิก็มีประสบการณ์รู้ว่าคนไทยชอบแบบไหน เหมาะสมกับการโปรโมทอาหารญี่ปุ่นครับ"
ไม่เพียงแต่ฝีมือในด้านการทำอาหาร อาโอกิยังมีผลงานด้านการพัฒนาบุคลากร ฝึกอบรมเชฟชาวไทยให้เรียนรู้การทำอาหารญี่ปุ่นจนเชฟเหล่านั้นได้รับแต่งตั้งให้ไปประจำตามสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในประเทศต่าง ๆ รวมแล้วมีจำนวนมากถึง 21 คน กระจายอยู่ทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เนปาล ลาว และประเทศต่างๆ ในยุโรป
เจ้าตัวเองก็ภาคภูมิใจในตำแหน่งที่ได้รับ เล่าให้ฟังว่า ตอนเดินทางมาทำงานที่เมืองไทยในปี 1992 สมัยนั้นการเสาะหาเครื่องปรุงรสญี่ปุ่นเป็นเรื่องยากลำบากมาก แต่เขากลับมองว่าประสบการณ์และความยากลำบากในครั้งนั้น คือสิ่งที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนที่มีความรู้ความชำนาญอย่างในปัจจุบัน แต่ความก้าวหน้าของตนเองยังไม่เท่ากับความก้าวหน้าของพนักงานที่เขาได้ฝึกฝน
“ผมประทับใจมากเวลาพนักงานบอกว่าสามารถเก็บเงินซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือซื้อบ้านให้พ่อแม่ได้ ทำให้ผมรู้สึกว่าการทุ่มเทในอาชีพนี้เป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากครับ”
ส่วนผลงานพัฒนาบุคลากรในระดับสากลของอาโอกิ พนักงานในทีมของเขาสองคนได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนภูมิภาคเอเชียเข้าร่วมการแข่งขัน Washoku World Challenge (จัดโดยกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ของญี่ปุ่น) ณ กรุงโตเกียว ติดต่อกันถึงสองปีซ้อน ได้ประชันฝีมือกับเชฟจากทั่วโลก ถือเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจและเป็นการยืนยันถึงคุณภาพของทีมงาน
“ผมทำงานในประเทศไทยมา 33 ปี งานวันนี้ถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด” อาโอกิกล่าวพร้อมให้คำมั่น จะยังคงมุ่งมั่นเผยแพร่เสน่ห์ของอาหารญี่ปุ่นผ่านการทำอาหาร และต้องการเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป
ระหว่างที่พูดคุยกันนอกรอบ World Pulse ได้เล่าถึงบทความชื่อ "Parents Are Going Broke From Their Kids’ Sushi Obsession" ของวอลล์สตรีทเจอร์นัล เผยแพร่เมื่อช่วงต้นปี กล่าวถึงเด็กอเมริกันเจนอัลฟาที่คลั่งไคล้ซูชิซึ่งราคาก็ไม่ใช่น้อยๆ เล่นเอาพ่อแม่กระเป๋าฉีก บทความนี้ถูกพูดถึงมากในทวิตเตอร์ราวสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทูตโอตากะและอาโอกิได้ยินสิ่งที่ World Pulse เล่าให้ฟังถึงกับตาโตหันมาคุยกันในภาษาญี่ปุ่นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น!
“ในฐานะเชฟอาหารญี่ปุ่นผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นการผลักดันอาหารญี่ปุ่นไปสู่คนหลายเจนเนอเรชันให้เข้าใจเสน่ห์ของอาหารญี่ปุ่นได้อย่างทั่วถึงครับ” ทูตสันถวไมตรีเพื่อการเผยแพร่อาหารญี่ปุ่นกล่าว ขณะที่เอกอัครราชทูตย้ำ
“ผมคิดว่าเหตุผลหนึ่งก็คืออาหารญี่ปุ่นดีต่อสุขภาพ”
ปิดงานทุกคนได้เอร็ดอร่อยกับอาหารฝีมือของอาโอกิ ทั้งคาวทั้งหวานยอดเยี่ยมทุกอย่าง รับประทานแล้วอยากจองตั๋วไปเที่ยวญี่ปุ่นขึ้นมาทันที อีกไม่กี่วันก็ถึงฤดูซากุระบานแล้ว จะรอช้าไปใย?





