‘ความไม่พอใจจากปักกิ่ง’ เริ่มปรากฏชัด ก่อนการพบกันของปธน.ทรัมป์ และปธน.สี จิ้นผิง ที่เหลืออีกไม่กี่สัปดาห์ หลังจีนมองการเตรียมการจากฝั่งสหรัฐยังไม่ชัดเจน และแทบไม่มีสัญญาณว่า ทรัมป์ต้องการหารือเรื่องใด จนทำให้ปักกิ่งต้อง ‘คาดเดา’ วาระการประชุม
เหลือเวลาอีก “เพียง 3 สัปดาห์” ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แต่รัฐบาลจีน “กำลังรู้สึกไม่พอใจ” กับการเตรียมการจากฝั่งสหรัฐที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้การประชุมสุดยอดครั้งสำคัญนี้ จบลงเพียงการพูดคุยเรื่องการค้า และปล่อยให้ประเด็นสำคัญด้านการทูตและความมั่นคง ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เจ้าหน้าที่จีนไม่พอใจกับการวางแผนที่ดูเหมือนจะ “เกิดขึ้นแบบกระชั้นชิด” ก่อนทรัมป์จะเดินทางถึงจีนใน “วันที่ 31 มีนาคม” ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการ
ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวอีกคนระบุว่า ทำเนียบขาวแทบไม่ได้สื่อสารให้ชัดเจนว่า “ทรัมป์คาดหวังอะไรจากการเยือนครั้งนี้” ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับฝ่ายจีน
ความไม่พอใจของจีนส่วนหนึ่ง เกิดจากการที่ทำเนียบขาวไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมเดิม ที่มักส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐเดินทางไปจีนล่วงหน้าเพื่อเตรียมการก่อนการเยือนระดับผู้นำ
ตัวอย่างเช่น ก่อนทรัมป์เดินทางเยือนจีนครั้งก่อนในปี 2017 สหรัฐได้ส่งทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีพาณิชย์ไปจีนล่วงหน้าหลายเดือน
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนหนึ่งกล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์มั่นใจว่าการเตรียมการสำหรับการเดินทางครั้งนี้เป็นไปอย่างเหมาะสมแล้ว ทั้งในด้านโลจิสติกส์และผลลัพธ์เชิงนโยบาย
ด้านกระทรวงต่างประเทศจีนระบุเพียงว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงติดต่อสื่อสารกันเกี่ยวกับการพบกันของผู้นำทั้งสองประเทศ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
ขณะนี้การเตรียมการเริ่มขึ้นแล้ว โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐระดับปฏิบัติการกลุ่มหนึ่งได้เดินทางถึงปักกิ่งตั้งแต่ต้นเดือนนี้ เพื่อเตรียมงาน ตามข้อมูลจากแหล่งข่าว
สำหรับรายงานเรื่องการเดินทางครั้งนี้และความไม่พอใจของจีนต่อความล่าช้าในการเตรียมการ ถูกเปิดเผยครั้งแรกโดยหนังสือพิมพ์เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์
เพื่อส่งสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายยังคงตั้งใจให้การพบกันของผู้นำเกิดขึ้นจริง สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ และเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน คาดว่าจะพบกันที่กรุงปารีสในสุดสัปดาห์นี้ เพื่อหารือกันอีกครั้ง โดยการเจรจาที่ผ่านมาเน้นเรื่อง “การค้า” เป็นหลัก
หากไม่มีการประสานงานที่ละเอียดมากขึ้น ผลลัพธ์หลักของการประชุมสุดยอดครั้งนี้ อาจกลายเป็นเพียงข้อตกลงทางธุรกิจ เช่น จีนอาจสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 500 ลำ ส่วนทรัมป์หวังจะทำข้อตกลงให้ Nvidia สามารถส่งออกชิป AI รุ่น H200 ไปยังบริษัทจีนที่ไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพ
ขณะที่ประเด็นอื่นที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุย ได้แก่ การลงทุนของจีนในสหรัฐ อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ และการแลกเปลี่ยนประชาชนระหว่างสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จีนบางส่วนกังวลว่า รูปแบบการประชุมครั้งนี้มีเวลาน้อยเกินไปในการเตรียมการสำหรับประเด็นยาก ๆ ที่นอกเหนือจากเรื่องภาษีและธุรกิจ
“จากมุมมองของจีน ประเด็นอันดับหนึ่งในวาระการเจรจาคือ ไต้หวัน” อู๋ ซินป๋อ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสหรัฐแห่งมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นกล่าว “ไม่ใช่การค้า ไม่ใช่การลงทุน และไม่ใช่เทคโนโลยี”
เมื่อเดือนที่แล้ว สี จิ้นผิง แสดงความกังวลต่อการที่สหรัฐ “ขายอาวุธให้ไต้หวัน” ระหว่างการโทรศัพท์คุยกับทรัมป์ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐจัดการเรื่องนี้ด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด
ในงานแถลงข่าวประจำปีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนก็ย้ำจุดยืนว่า ไต้หวันเป็นประเด็นที่อยู่ใน “แกนกลางของผลประโยชน์หลักของจีน” และเรียกร้องให้ปี 2026 เป็นปีที่สำคัญของ ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ไต้หวันรายหนึ่งกล่าวเมื่อวันอังคารว่า การที่เครื่องบินทหารจีนลดการบินใกล้ไต้หวันในช่วงหลัง อาจเป็นความพยายามของปักกิ่งที่จะ “ลดความตึงเครียด” ก่อนการเยือนของทรัมป์
แหล่งข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้จีนเคยเสนอให้ทรัมป์เดินทางมา “ปลายเดือนเมษายน” เพื่อให้มีเวลาเตรียมงานมากขึ้น
ซัมมิต ‘ทรัมป์–สี’ อาจได้เพียงดีลการค้า มากกว่ารีเซ็ตสัมพันธ์
ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างแหล่งข่าว 5 รายที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการว่า การประชุมสุดยอดระหว่างปธน.ทรัมป์ และปธน.สี จิ้นผิงในเดือนนี้ มีแนวโน้มต่ำที่จะเปิดทางให้เกิดการรีเซ็ตความสัมพันธ์ด้านธุรกิจและการลงทุน
ในฝั่งสหรัฐ บรรดาผู้นำธุรกิจอเมริกันยังไม่สามารถจัดคณะผู้บริหารระดับซีอีโอ ที่บางฝ่ายหวังจะเข้าร่วมการเยือนครั้งนี้ได้ ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าปักกิ่งจะได้รับการคุ้มครองการลงทุนสำหรับบริษัทจีนตามที่จีนต้องการ
อย่างไรก็ตาม บริษัทอเมริกันบางแห่งยังคงหวังว่า การเยือนของทรัมป์จะไปไกลกว่าการอนุมัติดีลซื้อสินค้า เช่น ถั่วเหลืองและเครื่องบินโบอิ้ง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา
ไรอัน ฮาส ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา John L. Thornton แห่งสถาบัน Brookings กล่าวว่า “การเยือนครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นการเยือนระดับรัฐที่ค่อย ๆ ถูกลดระดับความสำคัญลงเรื่อย ๆ ความคาดหวังว่าการเดินทางครั้งนี้ จะสร้างผลลัพธ์ได้ ก็ดูเหมือนจะลดลงทุกวัน”
แหล่งข่าวสองรายระบุว่า วอชิงตันเพิ่งเริ่มจัดการประชุมระดับเจ้าหน้าที่เพื่อเตรียมการเดินทางครั้งนี้เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ “มีเวลาเตรียมการค่อนข้างจำกัด” สำหรับการเยือนระดับรัฐที่จีนคาดว่าจะมีการจัดการอย่างพิถีพิถัน
ด้านเดวิด เพอร์ดู เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำจีน กำลังผลักดันให้มีคณะผู้บริหารบริษัทใหญ่ร่วมเดินทาง และเจ้าหน้าที่สหรัฐในจีน ก็เริ่มติดต่อบริษัทต่าง ๆ แบบไม่เป็นทางการแล้ว
อย่างไรก็ตาม สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดวาระการประชุม ไม่ต้องการนำซีอีโอร่วมคณะมากนัก เพราะต้องการให้การเจรจาเน้นเรื่อง “การค้าภายใต้การควบคุม”
แม้ทีมงานของทรัมป์ อาจยังสามารถรวบรวมคณะซีอีโอได้แบบเร่งด่วน แต่ประเด็น “ภาษีการค้า” ก็ยังเป็นจุดเสี่ยง
ถึงอย่างนั้น เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐกล่าวว่า จุดประสงค์ของการประชุมสุดยอดครั้งนี้ “ไม่ใช่เพื่อทะเลาะเรื่องการค้า”
เขากล่าวว่า เป้าหมายคือการรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์ ตรวจสอบว่าจีนปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่ และให้จีนซื้อสินค้าอเมริกัน เช่น สินค้าเกษตร เครื่องบินโบอิ้ง และส่งออกแร่หายากให้สหรัฐ
หนึ่งในผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการประชุมคือ ดีลที่จีนจะซื้อเครื่องบิน Boeing ประมาณ 500 ลำ
อ้างอิง: bloomberg, reuters





