ซัพพลายเออร์ญี่ปุ่นมุ่งหน้าสู่ 'เวียดนาม' หาโอกาสเติบโตใหม่รับเศรษฐกิจเติบโตแรง หลังยอดคำสั่งซื้อจากค่ายรถใหญ่ 'นิสสัน' หดตัวแรง
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชีย รายงานว่า เวียดนามที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วกำลังกลายเป็น "จุดหมายใหม่ของบริษัทผู้ผลิตญี่ปุ่นขนาดกลางและขนาดย่อม" ที่ต้องการเริ่มต้นโอกาสธุรกิจใหม่ หลังยอดคำสั่งซื้อจาก "นิสสัน มอเตอร์" (Nissan Motor) ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาธุรกิจชะลอตัวครั้งใหญ่ ลดลงอย่างมาก
ที่เมืองท่าโยโกฮามา ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของอาณาจักรนิสสัน ภาวะซบเซาของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นรายนี้ได้ส่งผลกระทบต่อบรรดาซัพพลายเออร์อย่างหนัก
โคอิจิ มาสึดะ ประธานบริษัทโอคายะ ไซเคน (Okaya Seiken) ผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องตัดเฉือนความแม่นยำสูง กล่าวว่า เฉพาะนิสสันเพียงรายเดียว ยอดขายในตอนนี้เหลือเพียง "ครึ่งหนึ่ง" จากยอดในอดีต โดยคำสั่งซื้อเริ่มลดลงตั้งแต่ปีที่แล้ว และบริษัทคาดว่าจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ในเร็วๆ นี้
แม้โอคายะ ไซเคนจะยังทำกำไรได้ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. เนื่องจากยังมีลูกค้ารายอื่นๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่กำไรก่อนหักภาษีก็คาดว่าจะลดลงถึงราว 30% เหลือประมาณ 200 ล้านเยน (ราว 40 ล้านบาท)
คำสั่งซื้อที่ลดลงมากส่งผลกระทบต่อโรงงานของโอคายะ ไซเคนในเวียดนามอย่างชัดเจน เนื่องจากยอดขายประมาณ 90% มาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ และเพียงแค่นิสสันรายเดียวก็คิดเป็นัดส่วนถึงราว 60% มาสึดะจึงเริ่มมองหาลูกค้าใหม่โดยมุ่งเป้าไปที่ "บริษัทญี่ปุ่นที่มีโรงงานในเวียดนาม"
“ผู้บริหารของบริษัทใหญ่ๆ อาจนัดพบได้ยากในญี่ปุ่น แต่จะเข้าถึงได้ง่ายกว่าเมื่อพวกเขาถูกส่งมาประจำการในเวียดนาม” เขากล่าว
ล่าสุดโอคายะ ไซเคนได้เปิดบัญชีธุรกิจกับบริษัทญี่ปุ่นใหม่ 3 แห่ง โดยบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ควบคุมลมรายหนึ่งได้ว่าจ้างบริษัทให้ผลิตต้นแบบชิ้นส่วนประมาณ 40 ชิ้น
เพื่อรองรับธุรกิจใหม่ บริษัทได้ลงทุนเครื่องจักรระดับสูงในโรงงานเวียดนาม มูลค่าประมาณ 100 ล้านเยน (ราว 20 ล้านบาท)
ผลกระทบจากการปรับโครงสร้างนิสสัน
การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของนิสสันรอบนี้ ส่งผลกระทบต่อบรรดาซัพพลายเออร์รายย่อยอย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 ที่อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คาร์ลอส กอส์น ดำเนินมาตรการลดต้นทุนครั้งใหญ่
ทั้งนี้ นิสสันกำลังเผชิญผลประกอบการที่อ่อนแอและภาวะขาดทุนต่อเนื่อง จนต้องเร่งดำเนินแผนปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ นำไปสู่การลดจำนวนพนักงานและปิดโรงงานหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งรวมถึงโรงงาน Oppama และ Shonan ในญี่ปุ่นเองด้วย ไปจนถึงการขายสำนักงานใหญ่ในโยโกฮามา
แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซัพพลายเออร์จำนวนมากจะพยายามกระจายลูกค้าเพื่อลดการพึ่งพานิสสันแล้วก็ตาม แต่ในเมืองโยโกฮามา ผู้ผลิตบางรายยังคงพึ่งพาค่ายรถยนต์รายนี้เป็นลูกค้าหลักอยู่
หน่วยงานภาครัฐอย่างบรรษัทพัฒนาอุตสาหกรรมโยโกฮามา (IDEC Yokohama) ได้พยายามเข้ามาให้ความช่วยเหลือบริษัทเหล่านี้ เช่น โยโกฮามา โซกิ (Yokohama Zoki) ผู้ผลิตอุปกรณ์ตรวจสอบในโรงงานรถยนต์ กำลังเริ่มทำธุรกิจเสื้อผ้าร่วมกับอดีตพนักงานชาวเวียดนามที่เคยทำงานเป็นวิศวกร CAD กับบริษัทจนถึงปี 2021
สำหรับโครงการแรก บริษัทวางแผนผลิตหมวกกันแดดป้องกันรังสียูวีสูง 1,000 ใบ เพื่อรองรับฤดูร้อนที่คาดว่าจะร้อนจัดอีกครั้ง
เวียดนามดึงดูดผู้ผลิตญี่ปุ่น
เวียดนามกำลังมีปัจจัยหลายอย่างที่ดึงดูดบริษัทผู้ผลิตญี่ปุ่น โดยเศรษฐกิจของประเทศเติบโต 7.4% ในปี 2025 ซึ่งเป็นอัตราสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามการคาดการณ์ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และคาดว่าจะยังสูงสุดในปีนี้ที่ 6.4%
ปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นมากกว่า 2,100 แห่งดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 50% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ผู้ประกอบการจำนวนมากมองว่า เสถียรภาพทางการเมืองของเวียดนามเป็นข้อได้เปรียบ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งที่มีประเด็นเรื่องความไม่สงบ เช่น ความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา และเหตุจลาจลในอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ยังมี ญี่ปุ่นและเวียดนามยังมีสายสัมพันธ์ด้านแรงงาน เนื่องจากชาวเวียดนามจำนวนมากเคยทำงานในญี่ปุ่นผ่านโครงการฝึกอบรมแรงงานต่างชาติ ขณะที่ชาวเวียดนามยังเป็นแรงงานต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีจำนวนมากถึง ราว 600,000 คน หรือคิดเป็น 23.6% ของแรงงานต่างชาติทั้งหมดในปีที่แล้ว
ทาเคชิ โอมิกะ รองผู้อำนวยการ นิคมอุตสาหกรรม อมตะ ซิตี้ ฮาลอง กล่าวว่า “ความคาดหวังต่อบริษัทญี่ปุ่นในเวียดนาม อยู่ในระดับสูงมาก”
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางรายเตือนว่าไม่ควรมองเวียดนามเพียงแค่ประเทศที่มีแรงงานราคาถูก
โมโตโยชิ โอตสึกะ ประธานบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนเบาะรถยนต์ โอตสึกะ ซันเกียว แมทีเรียล (Ohtsuka Sangyo Material) กล่าวว่า “ถ้าเราคิดว่าเวียดนามเป็นแค่ประเทศที่แรงงานราคาถูก เราอาจล้มเหลวได้”
บริษัทของเขาเปิดโรงงาน 3 แห่งในเวียดนามตั้งแต่ปี 2017 และพบว่าค่าจ้างแรงงานเวียดนามเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม เขายังมองว่าแรงงานเวียดนามมีการศึกษาดีและเรียนรู้ได้รวดเร็ว พร้อมทั้งชื่นชมว่าโรงงานในเวียดนามมี มาตรฐานเทคโนโลยีล้ำหน้าไม่ต่างจากโรงงานในญี่ปุ่น
ที่มา: Nikkei Asia





