วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิดแผน ‘รัฐบาลทั่วโลก’ ออกมาตรการสกัดวิกฤติยุคน้ำมันแพง

เปิดแผน ‘รัฐบาลทั่วโลก’ ออกมาตรการสกัดวิกฤติยุคน้ำมันแพง

ราคาน้ำมันโลก 100 ดอลลาร์จากสงครามตะวันออกกลาง จุดชนวนให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งงัดมาตรการฉุกเฉิน ทั้งเตรียมปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง คุมราคาพลังงาน และเพิ่มเงินอุดหนุนเพื่อสกัดแรงกระแทกเศรษฐกิจ

การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของ ราคาน้ำมันโลก เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. จนทำให้ราคาน้ำมันกลับมาสู่ยุค 100 ดอลลาร์อีกครั้ง นับตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซียเมื่อสี่ปีก่อน และยังพุ่งขึ้นไปแตะเกือบ 120 ดอลลาร์ สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจทั่วโลก หลายประเทศต้องเร่งออกมาตรการฉุกเฉินเพื่อพยุงราคาพลังงานและปกป้องผู้บริโภค ตั้งแต่การพิจารณาปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ ไปจนถึงการควบคุมราคาน้ำมัน เพิ่มเงินอุดหนุนพลังงาน เพื่อรับมือความเสี่ยงเงินเฟ้อและต้นทุนเศรษฐกิจที่กำลังพุ่งสูง

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นราว 25% ในวันจันทร์ แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) มีแนวโน้มทำสถิติการปรับขึ้นรายวันมากที่สุดทั้งในแง่เปอร์เซ็นต์และราคา โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงสุดแตะ 119.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลระหว่างการซื้อขายช่วงเช้าวานนี้ที่ตลาดเอเชีย ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) แตะ 119.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

ล่าสุดวันอังคารนี้ (10 มี.ค.) ราคาน้ำมันโลกลดลงมาต่ำ 100 ดอลลาร์แล้ว โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 4.6% อยู่ที่ 88.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 6.19% อยู่ที่ 85.27

ภายหลังประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเขากำลังพิจารณา "ยึดการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นคอขวดด้านการขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งแม้จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงมากแล้ว แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้สถานการณ์ราคาที่ผันผวนอยู่

G7ถกแผนปล่อยน้ำมัน ‘คลังสำรองฉุกเฉิน’

รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) ประชุมด่วนวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. เวลาประมาณ 19.30 น. ตามเวลาในไทย เพื่อหารือการ “ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินร่วมกัน” ประสานงานผ่านสำนักงานพลังงานสากล (IEA) เพื่อสกัดราคาน้ำมันโลกที่พุ่งแรงจากสงครามตะวันออกกลาง

เว็บไซต์ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่ามี 3 ประเทศในกลุ่ม G7 รวมถึง “สหรัฐ” สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวแล้ว

การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสงครามสหรัฐ และอิสราเอล กับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นรวดเร็ว ทำให้หลายประเทศเริ่มพิจารณามาตรการใช้ “คลังน้ำมันสำรอง” เพื่อบรรเทาความตึงตัวของตลาดพลังงานโลก

ที่ผ่านมา การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์แบบประสานกัน “เคยเกิดขึ้นเพียง 5 ครั้ง” เท่านั้น โดยสองครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2022 เพื่อตอบสนองต่อการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันหลังรัสเซียบุกยูเครน ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดที่ราคาน้ำมันโลกขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ ส่วนอีก 3 ครั้งคือเพื่อรับมือกับการหยุดชะงักของอุปทานใน “ลิเบีย” ในเหตุการณ์หลัง พายุเฮอริเคน “แคทรีนา” ถล่มรอบอ่าวเม็กซิโก และในช่วง “สงครามอ่าวเปอร์เซีย” ครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประชุมเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่ประชุมรัฐมนตรีคลัง G7 มีมติว่า "จะยังไม่ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง" แม้ราคาพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง โดยที่ประชุมมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ยังไม่ควรปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ในขณะนี้ อย่างไรก็ดี G7 พร้อมใช้ “มาตรการที่จำเป็น” เพื่อสนับสนุนอุปทานพลังงานโลก รวมถึงความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง แต่ยังไม่ใช่ในขณะนี้

ทั้งนี้ รัฐมนตรีพลังงานของ G7 มีกำหนดจัดประชุมทางไกลในประเด็นเดียวกันอีกครั้งในวันอังคารนี้ (10 มี.ค.) ขณะที่ผู้นำประเทศ G7 จะหารือเรื่องนี้อีกครั้งภายในสัปดาห์นี้เช่นกัน โดยแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับผู้นำประเทศ

‘เกาหลีใต้’ จ่อใช้มาตรการคุมราคาน้ำมัน

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ มยอง สั่งประชุมฉุกเฉินเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤติตะวันออกกลาง ซึ่งได้ข้อสรุปว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการ “กำหนดเพดานราคาน้ำมัน” ภายในประเทศ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี เพื่อควบคุมการพุ่งขึ้นของราคา หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นรวดเร็ว

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระบุว่า รัฐบาลเร่งนำมาตรการดังกล่าวมาใช้และดำเนินการเด็ดขาด ทั้งย้ำว่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้เป็นภาระหนักอึ้งต่อเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งพึ่งการค้าระหว่างประเทศและนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางอย่างมาก

นอกจากนี้ รัฐบาลจะมองหาแหล่งพลังงานจากภูมิภาคอื่นๆ นอกเหนือจากอุปทานในตะวันออกกลางที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วย

คิม ยง บอม ที่ปรึกษานโยบายของประธานาธิบดี กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถประกาศใช้มาตรการคุมเพดานราคาน้ำมันได้เร็วที่สุดสัปดาห์นี้ อาจปรับราคาเพดานสูงสุดทุกสองสัปดาห์ เกาหลีใต้มีคลังน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับบริโภคนานถึง 208 วัน

เปิดแผน ‘รัฐบาลทั่วโลก’ ออกมาตรการสกัดวิกฤติยุคน้ำมันแพง

จีนขึ้นเพดานราคาน้ำมันแรงสุดรอบ 4 ปี

คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ออกประกาศล่าสุดเมื่อวันจันทร์ ปรับขึ้นเพดานราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลขายปลีกในประเทศ เพิ่มขึ้น 695 หยวนต่อตันสำหรับเบนซิน (ราว 3,233 บาท) และ 670 หยวนต่อตันสำหรับดีเซล (ราว 3,116 บาท) มีผลตั้งแต่อังคารที่ 10 มี.ค. เป็นต้นไป

การปรับขึ้นครั้งนี้ ถือว่าแรงที่สุดนับในรอบ 4 ปี หรือตั้งแต่เดือนมี.ค. 2022 เป็นต้นมา หลังสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านดันราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งทะยานถึง 25% วานนี้ ทำให้ทั่วโลกเผชิญยุคน้ำมัน 100 ดอลลาร์อีกครั้งนับตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน

หน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจของจีนจะทบทวนราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลทุก 10 วันทำการ และปรับราคาในอัตราเดียวกันทั่วประเทศ แม้ว่าราคาในขั้นสุดท้ายจะแตกต่างกันตามภูมิภาคก็ตาม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางการจีนเพิ่งขอให้โรงกลั่นขนาดใหญ่ในประเทศ “ระงับการส่งออกน้ำมัน” และพยายามยกเลิกการส่งมอบตามสัญญาที่ได้ตกลงไว้แล้ว หลังสงครามอิหร่านส่งผลให้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง

ญี่ปุ่นเล็งมาตรการบรรเทาผลกระทบ

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น แถลงเมื่อวานนี้ว่า ญี่ปุ่นจะพิจารณามาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น อาจรวมถึงการควบคุมราคาน้ำมันเบนซิน ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของรัฐบาลต่อสัญญาณว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อและกระทบเศรษฐกิจญี่ปุ่น ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศอย่างมาก

“ประชาชนจำนวนมากกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้น” ทากาอิจิกล่าวต่อรัฐสภา “เมื่อคำนึงถึงเรื่องนี้ รัฐบาลได้พิจารณามาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วว่าจะดำเนินมาตรการใดได้บ้าง”

อากิระ นางัตสึมะ สมาชิกแนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน เผยกับรอยเตอร์สว่า รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งคลังน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์แห่งหนึ่ง เตรียมพร้อมสำหรับในการระบายน้ำมันออกมา แต่รายละเอียดต่างๆ เช่น ช่วงเวลาปล่อยน้ำมันยังไม่ชัดเจน

โยชิโนบุ สึสึอิ ประธานองค์กรธุรกิจไคเคดันเรน (Keidanren) ระบุว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นเสี่ยงเผชิญภาวะ Stagflation มากขึ้น หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจกลับชะลอตัว หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ

‘เวียดนาม’ จ่อระงับภาษีนำเข้าน้ำมัน

ทางการเวียดนามเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังวางแผนที่จะ “ระงับภาษีนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นการชั่วคราว เพื่อรับประกันความเพียงพอของอุปทานน้ำมัน หลังส่งมอบพลังงานได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียดขึ้น

จากการเปิดเผยของทางการเวียดนามเมื่อคืนวันอาทิตย์ รัฐบาลฮานอยคาดว่า มาตรการยกเลิกภาษีนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีผลไปจนถึงสิ้นเดือนเม.ย. นี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างทำร่างมาตรการดังกล่าวเพื่อดำเนินการเร็วๆ นี้ คาดว่า การยกเลิกภาษีจนถึงสิ้นเดือนเม.ย.

สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว 21-32% นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐ และอิสราเอลกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.69

‘อินโดนีเซีย’ จ่อเพิ่มงบอุดหนุนพลังงาน

รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซีย เปอร์บายา ยูดี ซาเดวา เปิดเผยว่า อินโดนีเซียจะเพิ่มวงเงินงบประมาณส่วนการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันจัดสรรงบที่ 381.3 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 7.2 แสนล้านบาท) รวมถึงชดเชยให้บริษัทพลังงานของรัฐเปอร์ตามินา และบริษัทไฟฟ้า PLN สำหรับดำเนินมาตรการตรึงราคาน้ำมันบางประเภทและค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้

เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานรายหนึ่ง เปิดเผยว่า อินโดนีเซีย ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลกอาจกลับมาพิจารณาแผนใช้น้ำมัน “B50” ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงผสมระหว่างไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม 50% และดีเซลทั่วไป 50%