วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ‘ยุคน้ำมัน 100 ดอลลาร์’ วิกฤติ ศก.โลก มักเริ่มจากน้ำมัน

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ‘ยุคน้ำมัน 100 ดอลลาร์’ วิกฤติ ศก.โลก มักเริ่มจากน้ำมัน

เมื่อราคาน้ำมัน ‘พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล’ โลกมักกำลังยืนอยู่หน้า ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ของเศรษฐกิจ การย้อนดูประวัติศาสตร์ของ ‘ยุคน้ำมัน 100 ดอลลาร์’ ไม่ใช่เพียงการมองอดีต แต่คือบทเรียนสำคัญเพื่อเข้าใจความเสี่ยงที่โลกกำลังเผชิญในวันนี้

ในโลกเศรษฐกิจสมัยใหม่ “ราคาน้ำมัน” ไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนพลังงาน แต่เป็น “ตัวชี้วัดความตึงเครียด” ของเศรษฐกิจโลก

เมื่อใดก็ตามที่ราคาน้ำมัน “พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” มักหมายความว่า ตลาดกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งฝั่งอุปสงค์ และอุปทาน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างร้อนแรง สงครามที่กระทบเส้นทางพลังงาน หรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สั่นคลอนสมดุลตลาด

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา โลกได้เห็น “ยุคน้ำมัน 100 ดอลลาร์” เกิดขึ้นหลายครั้ง และทุกครั้งก็ทิ้งรอยแผลไว้กับเศรษฐกิจโลกในรูปแบบที่แตกต่างกัน ดังนี้

ยุค ‘ฟองสบู่พลังงาน’ ก่อนวิกฤติการเงิน 2008

หนึ่งในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นในปี 2008 ก่อนที่วิกฤติการเงินโลกจะปะทุขึ้นไม่นาน โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นแตะประมาณ 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม 2008 ซึ่งยังคงเป็น “ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์” จนถึงปัจจุบัน

การทะยานขึ้นรุนแรงเช่นนี้ มาจากประการแรกคือ การเติบโตอย่างร้อนแรงของเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 หลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรป “ฟื้นตัวจากวิกฤติดอตคอม”

ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะ “จีน และอินเดีย” กำลังเข้าสู่ช่วงขยายตัวอย่างรวดเร็ว โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมหาศาลถูกสร้างขึ้น การก่อสร้างเมืองใหม่เกิดขึ้นทั่วจีน และความต้องการพลังงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ในช่วงเวลาดังกล่าว จีนได้กลายเป็น “เครื่องจักรเศรษฐกิจของโลก” ที่ต้องการน้ำมันมหาศาลเพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และการผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประการที่สองคือ ความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันในระยะยาว ในช่วงเวลานั้น นักวิเคราะห์จำนวนมากพูดถึงแนวคิดที่เรียกว่า “Peak Oil” หรือจุดสูงสุดของการผลิตน้ำมันโลก ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่การผลิตน้ำมันทั่วโลกจะเริ่มลดลงอย่างถาวร ความเชื่อนี้ทำให้ตลาดเริ่มกังวลว่า โลกอาจเข้าสู่ “ยุคน้ำมันขาดแคลน”

อีกปัจจัยที่ผลักดันราคาน้ำมันคือ กระแสเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันที่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ในช่วงดังกล่าว กองทุนจำนวนมากมองว่า “น้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์” เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ทำให้เงินทุนจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ตลาดฟิวเจอร์สน้ำมัน

การเข้ามาของเงินทุนเก็งกำไรจำนวนมาก ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานบางส่วน ส่งผลให้เกิดสิ่งที่นักวิเคราะห์บางคนเรียกว่า “ฟองสบู่พลังงาน”

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงสุดนั้น เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่เศรษฐกิจโลกกำลังเริ่มเปราะบางจาก “วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ในสหรัฐ” เมื่อวิกฤตินี้แตกขึ้นในช่วงปลายปี 2008 เศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างรวดเร็ว ความต้องการพลังงานหดตัว และราคาน้ำมันก็ปรับตัวลงอย่างรุนแรง

จากระดับเกือบ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันร่วงลงต่ำกว่า 40 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ถือเป็น “หนึ่งในการปรับตัวร่วงเร็วที่สุด” ในประวัติศาสตร์ตลาดพลังงาน

ยุคน้ำมันแพงยาวช่วงอาหรับสปริง (2011–2014)

หลังจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินปี 2008 ราคาน้ำมันก็กลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอีกครั้ง โดยในช่วงปี 2011–2014 ราคาน้ำมันดิบ Brent สามารถ “ยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้อย่างต่อเนื่องหลายปี” นับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดพลังงานโลกตึงตัวมากที่สุด หลังยุคฟองสบู่ปี 2008

จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วน เกิดขึ้นจากกระแสการลุกฮือทางการเมืองในตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือที่เรียกว่า “อาหรับสปริง” ซึ่งเริ่มต้นในปี 2010 และขยายตัวไปยังหลายประเทศในภูมิภาคที่เป็นศูนย์กลางผลิตน้ำมันของโลก

การประท้วง และความไม่สงบเกิดขึ้นในประเทศสำคัญหลายแห่ง เช่น ตูนิเซีย อียิปต์ ลิเบีย เยเมน และซีเรีย

แม้ว่าหลายประเทศจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองในภูมิภาคทำให้ตลาดพลังงานเริ่มกังวลว่า เสถียรภาพการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลาง อาจถูกกระทบ

เมื่อความเสี่ยงด้านอุปทานเพิ่มขึ้น นักลงทุน และผู้ซื้อพลังงานทั่วโลกจึงเริ่มผลักดันราคาน้ำมันขึ้นเพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบมากที่สุดคือ “สงครามกลางเมืองในลิเบียปี 2011” (การปฏิวัติลิเบีย) เพราะลิเบียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสำคัญของแอฟริกา เมื่อการสู้รบทำให้การผลิต และการส่งออกน้ำมันของลิเบียหยุดชะงัก ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจึงลดลงทันทีหลายล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ตลาดพลังงานตึงตัวอย่างรวดเร็ว และดันให้ราคาน้ำมันให้ยืนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

นอกจากนี้ อีกปัจจัยสำคัญคือ ความขัดแย้งระหว่าง “อิหร่าน” กับ “ชาติตะวันตก” เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

สหรัฐ และยุโรปได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างเข้มงวดต่ออิหร่าน ซึ่งรวมถึงการจำกัดการส่งออกน้ำมันของประเทศ ผลลัพธ์คือ ปริมาณน้ำมันอิหร่านในตลาดโลกลดลงอย่างมาก

นอกจากนี้ ตลาดยังกังวลว่า ความตึงเครียดอาจนำไปสู่ “การปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นจริงในตอนนั้น แต่ความเสี่ยงเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้ตลาดพลังงานเพิ่ม “เบี้ยความเสี่ยง” เข้าไปในราคาน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างตลาดพลังงานเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะในสหรัฐ

เทคโนโลยีใหม่อย่าง “Hydraulic Fracturing (Fracking)” และการขุดเจาะแนวนอน ทำให้สหรัฐสามารถผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดานหรือที่เรียกว่า “Shale Oil” ได้ในปริมาณมหาศาล

การผลิตน้ำมันของสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2008 เป็นมากกว่า 8.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2014

เมื่ออุปทานใหม่จากสหรัฐเข้าสู่ตลาดโลก ปริมาณน้ำมันเริ่มล้นตลาด ขณะเดียวกันกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) เลือกที่จะไม่ลดกำลังการผลิต ส่งผลให้ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี 2014

จากระดับมากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันร่วงลงต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

แรงกระแทกจากสงครามรัสเซียบุกยูเครน (2022)

สำหรับราคาน้ำมัน ได้กลับมาแตะระดับสูงอีกครั้งในปี 2022 หลังจาก “รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครน” ในเดือนกุมภาพันธ์

“รัสเซีย” ถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยเป็นทั้งผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ระดับต้นๆ ของโลก และเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายสำคัญของยุโรป
ก่อนเกิดสงคราม ยุโรปพึ่งพาก๊าซจากรัสเซียประมาณ 40% ของการใช้ก๊าซทั้งหมด

ขณะที่น้ำมันรัสเซียก็ถูกส่งไปยังตลาดยุโรป เอเชีย และประเทศต่างๆ ทั่วโลกในปริมาณมหาศาล

เมื่อสงครามเริ่มต้นขึ้น ตลาดพลังงานจึงกังวลทันทีว่า อุปทานพลังงานจากรัสเซีย “อาจหายไปจากตลาดโลก”

หลังการบุกยูเครน ชาติตะวันตกนำโดยสหรัฐ และสหภาพยุโรปได้ออกมาตรการ “คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุด” ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ต่อรัสเซีย

มาตรการสำคัญ ได้แก่ จำกัดการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย กำหนดเพดานราคาน้ำมันรัสเซีย ตัดรัสเซียออกจากระบบการเงินบางส่วน และลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย

แม้ว่าโลกจะยังคงใช้น้ำมันรัสเซียบางส่วนอยู่ แต่การคว่ำบาตร และความไม่แน่นอนด้านโลจิสติกส์ ทำให้ตลาดกังวลว่า อุปทานน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต่อวันอาจหายไปจากตลาดโลก
ความกังวลดังกล่าว ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นสู่ระดับประมาณ 120–130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นปี 2022

ผ่านไปหลายเดือนต่อมา แม้ตลาดพลังงานจะตึงตัวอย่างมากในช่วงแรกของสงคราม แต่ระบบพลังงานโลกเริ่มปรับตัว น้ำมันรัสเซียที่เคยส่งไปยุโรปเริ่มเปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศอื่น เช่น จีน อินเดีย และตุรกี

ประเทศเหล่านี้ซื้อน้ำมันรัสเซียในราคาที่มีส่วนลด ขณะที่ยุโรปหันไปนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น เช่น สหรัฐ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

ถึงแม้ยุโรปประกาศคว่ำบาตรน้ำมันจากรัสเซียในปี 2022 การนำเข้าไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่เกิดสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “การซื้อทางอ้อม” ซึ่งเกิดผ่านการรีเอ็กซ์พอร์ต (Re-Export) ในประเทศที่สาม ทำให้ในทางปฏิบัติ น้ำมันรัสเซียบางส่วนยัง “ไหลกลับเข้าสู่ยุโรปอยู่”

เมื่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลกไม่ได้หายไปอย่างที่เคยกังวลไว้ อุปทานยังคงไหลเวียนอยู่ในระบบ ราคาน้ำมันโลกจึงค่อยๆ ปรับตัวลง

สงครามอิหร่าน และแนวโน้มอนาคต

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันมักทำหน้าที่เป็น “เครื่องบ่งชี้วิกฤติ” เสมอ ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2026 นี้ ราคาน้ำมันดิบ “พุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว” เนื่องจากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันเกือบ 1 ใน 5 ของโลก

อีกทั้งการถล่มคลังน้ำมันอิหร่านโดยอิสราเอล จนเกิดควันดำพวยพุ่งเต็มท้องฟ้า และเกิดฝนกรดสีดำตกลงมา ทำให้ตลาดเกิดภาวะ “ตื่นตระหนก” เร่งกักตุนน้ำมัน

สิ่งนี้นำไปสู่ความเสี่ยงภาวะ “Stagflation” (เศรษฐกิจชะงักงัน แต่เงินเฟ้อพุ่ง) ต้นทุนขนส่ง และสินค้าโภคภัณฑ์ที่แพงขึ้น จะบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องตัดสินใจอย่างยากลำบาก ระหว่างการ “ขึ้นดอกเบี้ย” เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจพัง หรือ “คงดอกเบี้ย” เพื่อพยุงการจ้างงาน แต่อาจทำให้เงินเฟ้อทะลุเพดาน

ไม่เพียงเท่านั้น ใน “วิกฤติค่าครองชีพ” ภาคการขนส่ง และโลจิสติกส์จะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก ตามมาด้วยราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในระดับฐานราก

ขณะเดียวกัน ประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก จะเผชิญกับ “ปัญหาดุลการค้าขาดดุล” ที่รุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับแนวโน้มอนาคต รมว.พลังงานกาตาร์เตือนผ่านหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ว่า หากสงครามยืดเยื้อ และช่องแคบฮอร์มุซปิด “นานเกิน 2-3 สัปดาห์” ราคาน้ำมันมีแนวโน้ม “พุ่งแตะ 150 ดอลลาร์” และทำลายเศรษฐกิจโลก

ส่วนสถาบันการเงิน Goldman Sachs มองว่า หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังหยุดชะงัก “ตลอดเดือนมีนาคม” ราคามีสิทธิพุ่งทะลุจุดสูงสุดประวัติศาสตร์ปี 2008 และแตะระดับ 150 ดอลลาร์ได้

ขณะที่ธนาคาร DBS Bank ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนเมื่อวัดจากขนาดสินทรัพย์ ประเมินฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด ในกรณีที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบเต็มรูปแบบ ราคาน้ำมัน “อาจแกว่งตัวในช่วง 100-150 ดอลลาร์”
 

 

 

อ้างอิง: reutersalphacityamwsjdailystaraaeia

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์