Fitch เตือนวิกฤติพลังงาน ทุบเครดิต ‘เอเชีย’ จับตารัฐบาลงัดมาตรการอุ้มน้ำมันสู้ ‘เงินเฟ้อ’ โนมูระมอง ‘ไทย-เกาหลีใต้’ เสี่ยงสุดในสถานการณ์นี้
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลประเทศต่างๆ ใน “เอเชีย” จำเป็นต้องควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจาก “ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง” เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
Fitch เตือนเสี่ยงฉุด ‘เครดิต’ ประเทศตลาดเกิดใหม่
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings เตือนว่าสถานการณ์นี้อาจสร้างความเสี่ยงใหม่ต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Risk) ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระเงินอุดหนุน และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าที่สูงขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อการส่งเงินกลับประเทศ การท่องเที่ยว และการลงทุน
Fitch ระบุว่าอินเดีย และฟิลิปปินส์เป็น 2 ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด เนื่องจากทั้งคู่มีการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลสุทธิในสัดส่วนที่มากกว่า 3% ของ GDP
ข้อมูลจาก Fitch ระบุว่าความตึงเครียดนี้จะรุนแรงที่สุดในประเทศที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศน้อย หรือมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง เช่น ปากีสถาน รวมถึงประเทศที่ยังคงแบกภาระเงินอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงอยู่
จับตา ‘วิกฤติพลังงาน’ เอเชีย
โซนัล วาร์มา(Sonal Varma) นักเศรษฐศาสตร์จากโนมูระ โฮลดิ้งส์ อิงค์ กล่าวว่า “เอเชียเป็นศูนย์กลางของวิกฤติความมั่นคงด้านพลังงาน และอาจเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงันหากการหยุดชะงักยังคงดำเนินต่อไป” ซึ่งเธอมองว่า “เดือนหน้าอาจเป็นเดือนชี้ชะตาวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น”
วาร์มา มองว่า เอเชียมีแนวโน้มที่จะใช้ “นโยบายทางการคลัง” เป็นมาตรการแรกในการรับมือ โดยจะใช้การผสมผสานกันระหว่างการเพิ่มเงินอุดหนุนให้แก่ผู้บริโภค และผู้ประกอบการขนส่ง ร่วมกับการลดภาษีสรรพสามิตหรือภาษีนำเข้าน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูป
รวมทั้งเสริมว่า การนำเงินงบประมาณไปใช้ในการอุดหนุนราคาพลังงานมากขึ้น อาจส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับลดงบประมาณในส่วนอื่นๆ ลงแทน
เศรษฐกิจเอเชียพึ่งพาการขนส่งน้ำมันดิบผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ทำให้หลายประเทศเสี่ยงที่จะขาดแคลนพลังงาน และต้องเจอกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางภาระหนี้สาธารณะในภูมิภาคก็อยู่ในระดับสูงอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลแต่ละประเทศมีงบประมาณหรือพื้นที่ทางการคลัง “จำกัด” ในการรับมือกับผลกระทบระลอกใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น
แต่ทว่าการไม่ดำเนินการใดๆ เลยก็อาจสร้างความเสียหายได้มากเช่นกัน เพราะอาจทำให้ “เงินเฟ้อ” เร่งตัวขึ้นอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ขณะนี้ ธนาคารกลางทั่วประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มนโยบายอย่างกะทันหัน โดยตลาดคาดการณ์ว่าพวกเขาอาจต้องชะลอการปรับลดดอกเบี้ยออกไป หรืออาจต้องยกเลิกแผนการปรับลดดอกเบี้ยไปเลย
ในวันนี้ (9 มี.ค.69) ค่าเงินรูปีของอินเดีย ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซีย และค่าเงินเปโซของฟิลิปปินส์ อ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์
ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียก็ถูกเทขายอย่างหนักตามทิศทางตลาดโลก เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าแบงก์ชาติจะดำเนินดอกเบี้ยนโยบายที่เข้มงวดขึ้น เพื่อรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ของอินโดนีเซียพุ่งสูงขึ้น 0.14% และของไทยเพิ่มขึ้น 0.10%
‘เอเชีย’ เร่งออกนโยบายอุ้มพลังงาน
แม้หลายประเทศในเอเชีย และกลุ่มตลาดเกิดใหม่จะมีสัดส่วนหนี้ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว แต่กลับต้องรับศึกหนักด้านงบประมาณมากกว่า เพราะมีข้อจำกัดทั้งในการหาเงินทุน และตัวเลือกด้านนโยบาย ประกอบงบประมาณเดิมที่ตึงตัวอยู่แล้ว
นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า ความรุนแรงของผลกระทบทางเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับว่าความขัดแย้ง และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นนี้จะยืดเยื้อนานเพียงใด ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลบางประเทศได้เริ่มออกมาตรการเพื่อพยุงเศรษฐกิจของตนเองแล้ว
“เวียดนาม” วางแผนที่จะยกเลิกภาษีนำเข้าเชื้อเพลิง และระบุว่าน้ำมันดิบที่ยังไม่ได้ส่งออกจะต้องขายให้กับโรงกลั่นภายในประเทศเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์กำลังพิจารณาใช้อำนาจฉุกเฉินเพื่อระงับการจัดเก็บภาษีเชื้อเพลิง พร้อมกับเตือนว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายน นี้อาจพุ่งสูงที่สุดในรอบ 3 ปี
มาเลเซียระบุว่าจะพยายามคงราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับเดิมไปอีก 2 เดือน โดยได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล แม้ว่าราคาน้ำมันโลกจะพุ่งสูงขึ้นก็ตาม
ส่วนอินโดนีเซีย ก็ออกนโยบายที่คล้ายกับมาเลเซีย ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดงบประมาณในโครงการอื่นๆ ลง ซึ่งการทำเช่นนี้อาจบีบให้รัฐบาลต้องปรับลดงบประมาณในโครงการด้านอื่นๆ ลง โดยในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุด หากราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีพุ่งไปอยู่ที่ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลให้การขาดดุลทางการคลังของประเทศขยับขึ้นไปอยู่ที่ 3.6% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงกว่าเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 3%
นอกจากนี้ อินโดนีเซียในฐานะเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody's และ Fitch ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงอีกด้วย
‘จีน-อินเดีย-ญี่ปุ่น’ รับมือ Stagflation
สำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชีย “ญี่ปุ่น” กำลังเตรียมรับมือกับความเสี่ยงของ Stagflation ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันที่เกิดขึ้นพร้อมกับเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น กับค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง ซึ่งทำให้ต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงแพงขึ้นมหาศาล ในขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจภาพรวมยังคงซบเซา
ในทางกลับกัน “จีน” ซึ่งเป็นผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ที่สุดที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กลับมีแต้มต่อจากการมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมหาศาล ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยนี้จะช่วยให้จีนสามารถรับมือ และผ่านพ้นสถานการณ์หากเกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานได้
สำหรับอินเดียที่ต้องนำเข้าน้ำมันสูงถึงเกือบ 90% ของความต้องการทั้งหมดนั้น ข้อมูลจากธนาคารอินดัสอินด์ จำกัด ระบุว่า หากราคาน้ำมันดิบขยับเพิ่มขึ้นเพียง 1 ดอลลาร์อย่างต่อเนื่องอาจส่งผลให้ตัวเลขการขาดดุลการค้าของประเทศพุ่งสูงขึ้นได้มากถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
กาปูร์ ประเมินว่า หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 10% จนค่าเฉลี่ยเกินระดับ 84-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น 0.30% และฉุดให้การเติบโตของ GDP อ่อนแอลงประมาณ 0.15%
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินเดียสามารถบรรเทาผลกระทบเหล่านี้ได้บางส่วน ผ่านการลดภาษีสรรพสามิต และภาษีน้ำมันเบนซินกับดีเซล
อ้างอิง Bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





