เมื่อมหาสมุทรกลายเป็นสมรภูมิเดือด สกัดท่อน้ำเลี้ยงน้ำมันเถื่อนส่ง ‘จีน’ สหรัฐไล่ล่า ’กองเรือเงา‘ อย่างน้อย 7 ลำ ที่พยายามพรางตัว สวมธงปลอม เป็นกิ้งก่าเปลี่ยนสี ปิดสัญญาณ เพื่อลอบขนส่งน้ำมันจากประเทศคว่ำบาตรไป ‘จีน‘
ในห้วงเวลาที่ระเบียบโลกกำลังถูกท้าทาย มหาสมุทรที่เคยเป็นเส้นทางพานิชย์กลับกลายเป็นสมรภูมิระทึกขวัญ เมื่อ "สหรัฐอเมริกา" ตัดสินใจเปิดปฏิบัติการหักดิบ เข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันที่มีความเชื่อมโยงกับการค้าขายกับ "เวเนซุเอลา" ไปแล้วอย่างน้อย 7 ลำ
เว็บไซต์แอตแลนติกคอนซิล เผิดเผยเรื่องราวของการไล่ล่า "กองเรือเงา" (Shadow Fleet) เครือข่ายเรือลึกลับที่ลอบขนน้ำมันข้ามพรมแดนเพื่อหล่อเลี้ยงมหาอำนาจอย่างจีน และรัฐที่ถูกคว่ำบาตรอย่างอิหร่าน รัสเซีย และเวเนซุเอลา โดยเดิมพันครั้งนี้คือ ทำให้เห็นภาพการใช้ "อำนาจทางทหาร" เข้าข่มขู่ในแบบที่โลกต้องจับตามอง
สหรัฐไล่ล่า ‘กองเรือเงา‘
สถิติจาก S&P Global เผยให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจว่า 1 ใน 5 ของเรือขนส่งน้ำมันทั่วโลก กำลังลักลอบขนส่งน้ำมันเถื่อนเพื่อเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร แม้สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) จะพยายามสั่งแบนเพียงใด แต่กองเรือเหล่านี้ยังคงแล่นฉลุย ปฏิบัติการล่าสุดของสหรัฐ จึงทวีความรุนแรงขึ้นถึงขั้นไล่ล่ากันกลางมหาสมุทรภายใต้สายตาอันจับจ้องของรัสเซีย
ภาพความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุดเมื่อ ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกเพนตากอน ออกมาประกาศกร้าวผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า สหรัฐจะ "ไล่ล่าและสกัดกั้นกองเรือเงาทั้งหมดในวันและเวลาที่เราเลือก" ทิ้งไว้เพียงคำถามสำคัญที่สั่นสะเทือนวงการกฎหมายระหว่างประเทศว่า "สหรัฐเอาอำนาจอะไรมาไล่จับเรือเหล่านี้?" และ "จับมาแล้วจะจัดการต่ออย่างไร?"
แม้ว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐจะยื่นหมายจับเพื่อเข้าจับกุมเรือบรรทุกน้ำมันอีกหลายสิบลำที่มีความเชื่อมโยงกับเวเนซุเอลาแล้วก็ตาม
ในขณะนี้มีเพียงเรือ 2 ลำที่ได้รับการเปิดเผย คือ การเข้าจับกุมเรือ Adisa และเรือ Marinera โดยเรือทั้ง 2 ลำถูกคว่ำบาตรจากการสนับสนุน ฮิซบอลลาห์และกองกำลัง Quds Force หนึ่งในหน่วยงานของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน นอกจากนี้ ยังมีเรืออีกอย่างน้อย 3 ลำ ได้แก่เรือ M/T Sophia, Minerva M และ Sagitta ที่ถูกคว่ำบาตรเมื่อเดือนม.ค.2025 ตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่อรัฐเซีย
ภายใต้หน้าฉากของการยึดเรือชื่อดัง อย่าง Adisa หรือ Marinera ที่พัวพันกับกลุ่มฮิซบอลลาห์และหน่วยรบพิเศษคุดส์ (Quds) เป็นกองกำลังสังกัด IRGC
เรียกได้ว่าตอนนี้ สหรัฐกำลังเดินเกมที่ซับซ้อน ปกติแล้วพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉิน (IEEPA) จะไม่ให้อำนาจยึดทรัพย์สินยกเว้นในภาวะสงคราม แต่ทางการสหรัฐกลับเลือกใช้ "กฎหมายริบของกลางทางแพ่ง" เป็นอาวุธหลัก โดยอ้างว่าเรือเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการก่อการร้าย
ทว่าความยากไม่ได้อยู่ที่การเข้ายึด แต่อยู่ที่ "ภาระการพิสูจน์" รัฐบาลสหรัฐต้องแสดงหลักฐานต่อศาลให้ชัดเจนว่าเรือเหล่านี้ทำผิดจริง ท่ามกลางการคัดค้านจากเหล่าเจ้าของเรือนอมินีและผู้เช่าเหมาลำ รวมถึงข้อเรียกร้องจากเหยื่อก่อการร้ายที่ต้องการให้เอาทรัพย์สินเหล่านี้มาชดใช้ความเสียหาย มากกว่าจะให้ตกเป็นของรัฐ
เจาะลึกวิธีพรางตัวของ ‘กองเรือเงา’
การที่เรือขนส่งน้ำมันผิดกฎหมายจะแล่นผ่านน่านน้ำสากลโดยไม่ถูกจับได้นั้น พวกเขาไม่ได้พึ่งพาแค่โชค แต่มี "คู่มือพรางตัว" ที่ซับซ้อนเพื่อพรางตัวจากเรดาร์และกฎหมาย
วิธีการแรกๆ คือ การสวมสิทธิ์ ‘ธงปลอม’ (False Flagging) นี่คือวิธีที่คลาสสิกและนิยมที่สุด เรือในกองเรือเงาจะทำการจดทะเบียนกับประเทศที่ไม่เข้มงวด หรือที่ร้ายกว่านั้นคือ "การแอบอ้างสวมธง" ของประเทศอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
เคสตัวอย่าง คือเรือ Skipper แอบอ้างใช้ธงชาติกายอานาเพื่อสร้างความชอบธรรมในการเดินเรือ แต่เมื่อถูกตรวจสอบกลับพบว่าเป็นการแอบอ้างฝ่ายเดียว เพื่อหวังใช้ความคุ้มครองทางกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ
ถัดมาคือ ปฏิบัติการ ‘กิ้งก่าเปลี่ยนสี’ กลางทะเล เมื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกไล่กวดหรือถูกจับตามอง ลูกเรือจะทำการ "เปลี่ยนอัตลักษณ์" ของเรืออย่างกะทันหัน
เช่นการทาสีใหม่ในไม่กี่ชั่วโมง โดยมีรายงานว่าเรือบางลำถึงขั้นเร่งรีบทาสีธงชาติ เช่น ธงรัสเซีย ลงบนตัวเรือในขณะที่กำลังแล่นอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อเปลี่ยนสัญชาติเรือในทันทีหวังให้สหรัฐไม่กล้าบุกขึ้นเรือเพราะเกรงกระทบกระทั่งระหว่างประเทศ
รวมถึงขั้นเปลี่ยนชื่อเจ้าของและบริษัทนอมินี โดยการโอนกรรมสิทธิ์เรือไปมาในระหว่างที่เรือกำลังเดินทาง ผ่านบริษัทเชลล์คอมพานี (Shell Companies) ที่ตั้งขึ้นมาบังหน้า ทำให้เจ้าหน้าที่สับสนว่าใครคือเจ้าของที่แท้จริง
การใช้ ‘เครือข่ายกองเรือเงามืด’ (Dark Fleet) เรือกลุ่มนี้จะทำงานกันเป็นทอดๆ เพื่อตัดตอนเส้นทางเงินและเส้นทางสินค้า ทั้งปิดระบบระบุตัวตน โดยเรือจะปิดสัญญาณวิทยุที่ระบุตำแหน่ง เหมือนการปิด GPS ทำให้กลายเป็น "เรือล่องหน" ในระบบติดตามสากล
ถึงขั้นการถ่ายลำกลางทะเล (Ship-to-Ship Transfer) แทนที่จะเข้าจอดที่ท่าเรือซึ่งเสี่ยงต่อการตรวจคัดกรอง พวกเขาจะใช้วิธีนัดพบกันกลางมหาสมุทรเพื่อถ่ายเทน้ำมันจากเรือที่ถูกคว่ำบาตรไปยังเรืออีกลำที่ดู "สะอาด" กว่า เพื่อฟอกน้ำมันให้กลายเป็นของถูกกฎหมายก่อนส่งไปถึงมือผู้ซื้อ เช่น จีน
กองเรือลึกลับเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ "ไร้ตัวตน" ในระบบการเงินโลก เพื่อตัดขาดความเชื่อมโยงกับสหรัฐ โดยพวกเขาจะหลีกเลี่ยงการใช้เงินสกุลดอลลาร์ ไม่ใช้บริษัทประกันภัยของสหรัฐหรือยุโรป และไม่จ้างบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับประเทศที่คว่ำบาตร ทำให้กฎหมายปกติของสหรัฐเข้าไปเอาผิดได้ยากเพราะ "อยู่นอกเขตอำนาจ"
ภาระหนักอึ้ง หลังยึด ‘กองเรือเงา’
แม้จะยึดเรือมาได้ แต่ความท้าทายที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น การจัดการเรือบรรทุกน้ำมันหนึ่งลำมีค่าใช้จ่ายมหาศาล
สหรัฐเคยเจ็บบทเรียนราคาแพงจากการยึดเรือยอชต์มหาเศรษฐีรัสเซียที่ต้องจ่ายค่าดูแลสูงถึง 32 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1,100 ล้านบาทต่อลำ แล้วถ้าต้องดูแล "กองเรือ" ทั้งฝูงล่ะ
ดังนั้นค่าบำรุงรักษาและค่าประกันภัยเรือเก่าคร่ำครึเหล่านี้อาจกลายเป็นหลุมดำที่สูบเงินงบประมาณจนอ่วม
ด้วยเหตุนี้ “มาร์โก รูบิโอ” รมว.ต่างประเทศสหรัฐจึงเสนอไอเดียที่แหวกแนวอย่างการ "ส่งคืนเรือให้เวเนซุเอลา" เพื่อตัดภาระในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสหรัฐยังไม่สามารถหาทางออกด้านโลจิสติกส์ที่ยั่งยืนได้ ปฏิบัติการไล่ล่ากองเรือเงาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นี้ อาจเป็นได้เพียงชัยชนะทางสัญลักษณ์ที่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่ประเมินค่าไม่ได้
อ้างอิง atlanticcouncil





