วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม 2569

Login
Login

สงครามอิหร่าน เขย่า 4 เสาเศรษฐกิจ ’ดูไบ-อาบูดาบี’ จากฮับสู่พื้นที่เสี่ยง

สงครามอิหร่าน เขย่า  4 เสาเศรษฐกิจ  ’ดูไบ-อาบูดาบี’  จากฮับสู่พื้นที่เสี่ยง

สงครามอิหร่านเขย่า 4 เสาเศรษฐกิจ ‘ยูเออี’ ฮับการเงิน AI อสังหาฯ การบิน ’ดูไบ-อาบูดาบี’ จากศูนย์เศรษฐกิจสู่เขตเฝ้าระวัง นักลงทุนและมหาเศรษฐีชั่งน้ำหนักเรื่องความปลอดภัยกับภาษี

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง อิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ที่ลุกลามมาถึงน่านฟ้าของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงต่อ “ดูไบ” และ “อาบูดาบี”

จากเดิมที่ดูไบและอาบูดาบีถูกมองว่าเป็น "เกาะแห่งความปลอดภัย" ท่ามกลางภูมิภาคที่ผันผวน แต่ภาพของขีปนาวุธที่ถูกสกัดกั้นเหนือตึกระฟ้าทำให้นักลงทุน กลุ่มคนทำงานระดับหัวกะทิและกลุ่มมหาเศรษฐีที่เคยหนีความขัดแย้งเข้ามาสร้างสร้างการเติบโตให้ภูมิภาคนี้ ซึ่งกำลังตั้งคำถามและลังเลที่จะเข้ามาในเมืองแห่งเศรษฐกิจ

การหลั่งไหลเข้ามาของเหล่ามหาเศรษฐี ผู้จัดการกองทุน และธนาคารระดับโลกในช่วงที่ผ่านมา เคยทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าความเสี่ยงจากการอยู่ใกล้กับภูมิภาคที่ผันผวนที่สุดในโลกนั้นเป็นเรื่องที่พอมองข้ามกันได้  

 แต่ในระยะสั้นนี้ ความเชื่อดังกล่าวดูเหมือนจะสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อสหรัฐ และอิสราเอลยังคงเดินหน้าทำสงครามกับอิหร่าน จนเมื่อคืนวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ประกาศเตือนชาวเมืองดูไบเรื่องขีปนาวุธที่กำลังพุ่งเข้ามา พร้อมทั้งกำชับให้ประชาชนรีบหาที่หลบภัยโดยด่วน

เมื่อ ‘ความปลอดภัย’ สำคัญกว่า ‘ภาษี’

เสน่ห์ของ UAE ที่ดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลกคือการเป็นเมือง "ปลอดภาษี" แต่ในวันนี้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เริ่มมีน้ำหนักมากกว่าผลประโยชน์ทางการเงิน

 อัชวิน อานิล ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหางานในกลุ่มธุรกิจกองทุน Private Equity, สินเชื่อ และ Venture Capital กล่าวว่าผู้สมัครงานกว่า 50% เริ่มลังเลหรือถอนตัวจากการย้ายมาทำงานที่นี่ เพราะแม้จะยอมรับความเสี่ยงในตลาดเงินได้ แต่ไม่มีใครยอมรับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในชีวิตได้

ในขณะที่เมืองเคยเป็นจุดหมายของ Digital Nomad และเศรษฐีหนีภาษี แต่ปัจจุบันกลุ่มแชทของชาวต่างชาติกลับเต็มไปด้วยคำถามเรื่องเส้นทางอพยพไปยังโอมานหรือซาอุดีอาระเบียแทน

ในขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีชาวต่างชาติจำนวนมากน้อยเพียงใดที่กำลังคิดจะย้ายออก หรือตัดสินใจยกเลิกการย้ายเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์ต่อจากนี้ 

แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนที่สุดในตอนนี้คือ กลุ่มคนที่เคยมองว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นเพียงทางเลือกที่หอมหวานสำหรับการใช้ชีวิตแบบ "ปลอดภาษี" เริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงอีกด้านที่ต้องแลกมาแล้ว

 ภาสกร ทาสกุปตะ (Bhaskar Dasgupta) ผู้บริหารสำนักงานครอบครัว Sun Foundation ในเอมิเรตส์กล่าว “ภูมิศาสตร์คือตัวแบบความเสี่ยงขั้นพื้นฐานที่สุด ซึ่งสงครามเป็นเพียงตัวขับเน้นให้ความเสี่ยงนั้นชัดเจนขึ้น ซึ่ง UAE ใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้าง 'ตัวซับแรงกระแทก' ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ ระบบโลจิสติกส์ และการทูต ช่วงเวลาเช่นนี้แหละที่จะเป็นตัวพิสูจน์ว่าสิ่งที่ลงทุนไปทั้งหมดนั้น จะคุ้มค่าและได้ผลจริงหรือไม่”

4 เสาหลักเศรษฐกิจ UAE สะเทือน

สงครามอิหร่าน เขย่า  4 เสาเศรษฐกิจ  ’ดูไบ-อาบูดาบี’  จากฮับสู่พื้นที่เสี่ยง

เดิมพันมหาศาลของ ‘ธนาคารโลก’ แห่งตะวันออกกลาง

ยูเออีไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตน้ำมัน แต่เป็น "นายธนาคารของโลก" ที่ถือครองเม็ดเงินจำนวนมหาศาล และดึงดูดกลุ่มธุรกิจการเงินยักษ์ใหญ่ให้เข้ามาปักหลัก จนกลายเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สำคัญของโลกและก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งของศูนย์กลางการเงินโลกอย่าง ลอนดอน นิวยอร์ก และฮ่องกง 

อาบูดาบีมีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นขุมพลังหลักในการลงทุนทั่วโลก

นับตั้งแต่ต้นปี 2567 จำนวนกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในดูไบพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว มีบริษัทกว่า 100 แห่ง เข้ามาตั้งสำนักงาน รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง Millennium Management, ExodusPoint, Balyasny  และ Brevan Howard แต่การเติบโตde]y’นี้ "เปราะบาง" เพราะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นส่วนบุคคลของเหล่านักเทรดระดับโลก

นักลงทุนเหล่านี้ยอมรับความเสี่ยงในตลาดหุ้นได้ แต่ "ความไม่ปลอดภัยในชีวิต" คือสิ่งที่พวกเขารับไม่ได้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เราอาจเห็นปรากฏการณ์สมองไหลครั้งใหญ่

สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Brookfield Asset Management, KKR & Co. และ BlackRock ต่างกำลังเร่งเครื่องเพื่อปิดดีลธุรกิจในภูมิภาคอ่าวอาหรับให้มากขึ้น ขณะที่ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Morgan Stanley และ Goldman Sachs ก็ได้สร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง โดยส่งผู้บริหารระดับสูงเข้ามาใช้เวลาและลงพื้นที่ในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายธนาคารระดับสูงรายหนึ่งให้ความเห็นว่า เหตุการณ์รุนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจนำไปสู่การ "รีเซ็ต" หรือการหยุดชะงักของกิจกรรมการของไพรเวทอิควิตี้ในระยะสั้นได้

คอนเนอร์ เทสคีย์ ซีอีโอของ Brookfield กล่าวกับบลูมเบิร์กว่า ตะวันออกกลางกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ บนเวทีโลก  และยืนยันว่าเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการร่วมทุนมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ระหว่าง Brookfield กับกองทุนความมั่งคั่งของกาตาร์ เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

 นายธนาคารรายหนึ่งที่ทำงานให้กับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีทเล่าว่า ในขณะที่เขากำลังเตรียมตัวสำหรับการประชุมทางโทรศัพท์ในช่วงสุดสัปดาห์ ข่าวการโจมตีด้วยขีปนาวุธระลอกแรกก็เริ่มแพร่กระจายออกมา เขาเผยว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ความรู้สึกที่มีต่อโลกทั้งใบก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเขาขอปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะในขณะที่ความขัดแย้งยังคงดำเนินอยู่

มาร์ติน โรล ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจครอบครัวระดับโลกที่มีลูกค้าอยู่ในภูมิภาคนี้ และนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบัน INSEAD กล่าวว่า “สำหรับพื้นที่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญต่อความยืดหยุ่น ความเข้มแข็ง และความสามารถในการยืนหยัดรักษาสถานะเดิมเอาไว้ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ช่วยย้ำเตือนให้ตระหนักถึงตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของพวกเขาด้วย”

โดรนถล่มหัวใจดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน AI

ความฝันของ UAE คือการเป็นฮับ AI และศูนย์ข้อมูลของโลก แต่เหตุการณ์ล่าสุดได้สร้างรอยร้าวให้ความฝันนี้

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง “อเมซอน”  ออกประกาศแจ้งเตือนลูกค้าว่าศูนย์ข้อมูล 3 แห่งในตะวันออกกลางได้รับความเสียหายจากการโจมตี โดย 2 แห่งใน UAE ถูกพุ่งชนโดยตรง 

อย่างน้อย 2 บริษัท รวมถึงอเมซอนได้ออกประกาศแจ้งเตือนลูกค้าที่ดำเนินธุรกิจใน UAE โดยแนะนำให้สำรองข้อมูลสำคัญไว้ในพื้นที่ "นอกตะวันออกกลาง" เพื่อเป็นมาตรการป้องกันและเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

ดีนา อารักจี  นักวิเคราะห์จาก Control Risks บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงกล่าวว่า “หากศูนย์ข้อมูลหลายแห่งในประเทศเดียวได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดที่กำลังดำเนินอยู่พร้อม ๆ กัน อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจตามปกติ โดยเฉพาะในด้านขีดความสามารถในการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูล” 

สะเทือนตลาด ‘อสังหาริมทรัพย์-หุ้น’

ดูไบกลายเป็นผู้นำโลกในการขายบ้านมูลค่าเกิน 10 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 350-360 ล้านบาท โดยราคาอสังหาพุ่งสูงขึ้นกว่า 70% นับตั้งแต่ปี 2562 โดยก่อนหน้านี้มหาเศรษฐีทั่วโลกต่างแย่งกันกว้านซื้อวิลล่าและเพนท์เฮาส์หรู แม้ความตึงเครียดจะเริ่มก่อตัว แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป

 นายหน้าอสังหาเริ่มพบว่าผู้ซื้อเริ่มใช้กลยุทธ์ “รอดูสถานการณ์” และหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Emaar Properties ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังโครงการดาวน์ทาวน์ดูไบและตึก Burj Khalifa ต่างก็ราคาหุ้นลดลง 5% ขณะที่ราคาพันธบัตรของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว และ Aldar Properties ซึ่งผู้พัฒนาเบอร์หนึ่งของอาบูดาบี ร่วงลงถึง 10% ภายในเวลาเพียง 2 วันหลังตลาดเปิดทำการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มเทขายทรัพย์สินในกลุ่มนี้ออกมาแล้ว

ในสถานการณ์จริงภายใต้การโจมตี UAE สามารถยิงสกัดกั้นขีปนาวุธเกือบทั้งหมดที่พุ่งเป้าเข้ามาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในขณะที่มีการสกัดกั้นวัตถุระเบิดบนท้องฟ้า บริการส่งอาหารและการใช้ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ยังคงดำเนินต่อไปได้ตามปกติ 

อย่างไรก็ตาม ภาพความเสียหายที่ปรากฏออกมา เช่น เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในโรงแรมบนเกาะหรู "ปาล์ม จูไมราห์"   อาจเป็นภาพลักษณ์ที่สลัดออกไปจากความทรงจำของผู้คนได้ยาก

‘การบิน-การท่องเที่ยว’  เครื่องยนต์หลักชะงัก

ดูไบและอาบูดาบีทุ่มงบมหาศาลเปลี่ยนเมืองทะเลทรายให้เป็นจุดเชื่อมต่อการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสนามบินที่หนาแน่นที่สุดและสายการบินเอมิเรตส์เป็นเรือธง แต่ว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่

 การปิดน่านฟ้าเหนือดูไบ อาบูดาบี และโดฮาทำให้นักท่องเที่ยวตกค้างเต็มสนามบิน และท้องฟ้าที่เคยหนาแน่นกลับเงียบเหงา ฝูงบินของเอมิเรตส์กระจัดกระจายอยู่ตามสนามบินทั่วโลก และทำได้เพียงเที่ยวบินอพยพเพื่อระบายผู้โดยสารที่ตกค้าง ทำให้ภาพนักท่องเที่ยวที่ติดค้างอย่างไร้ทางออกกลายเป็นรอยด่างพร้อยสำคัญของฮับการบินที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้

ปัจจุบันมีทั้งเจ้าของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ เจ้าของทีมกีฬา และทายาทตระกูลดังที่มีทรัพย์สินนับพันล้านดอลลาร์ ต่างพากันย้ายมาพำนักถาวรใน UAE  แต่เมื่อเที่ยวบินพาณิชย์ต้องหยุดให้บริการนานหลายวันจากเหตุการณ์ความไม่สงบ มหาเศรษฐีบางส่วนจึงตัดสินใจหันไปใช้บริการ "เครื่องบินเช่าเหมาลำส่วนตัว" เพื่อเดินทางออกจากพื้นที่ โดยไปขึ้นเครื่องที่เมืองมัสกัตในโอมาน หรือกรุงริยาดในซาอุดีอาระเบียแทน

“ในวินาทีนี้ พวกเขาเริ่มตระหนักแล้วว่า การไปอยู่ที่บ้านหลังที่สอง (ในประเทศอื่น) จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายนั้นปลอดภัยกว่า” 

ชาร์ลส์ โรบินสัน  ผู้ก่อตั้ง EnterJet แพลตฟอร์มจองเจ็ตส่วนตัว ให้สัมภาษณ์ว่า “ในวินาทีนี้ พวกเขาเริ่มตระหนักแล้วว่า การไปอยู่ที่บ้านหลังที่สองในประเทศอื่น จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายนั้นปลอดภัยกว่า” 

บททดสอบ UAE สู่ความแข็งแกร่ง

โรเบิร์ต ซัลเตอร์ จากบริษัท Blick Rothenberg กล่าวว่าคำถามคือ ดูไบจะสามารถทำให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางการค้าที่แท้จริง ซึ่งสามารถยืนหยัดผ่านพ้นอุปสรรคหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันเหล่านี้ไปได้หรือไม่? หรือว่าสถานการณ์มันจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จนผู้คนพากันตัดสินใจละทิ้งเมืองนี้ไปจริง ๆ?

อินิโก เดอ ลูนา  ผู้ก่อตั้ง Nahda Capital Partners ในอาบูดาบีกล่าว “ถามว่านี่คือการทดสอบความแข็งแกร่งครั้งใหญ่ไหม? ใช่ครับ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ถึงขั้นจะทำลายการดำรงอยู่ของประเทศนี้ลงได้ 

“ UAE  จะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม เพราะวิกฤติครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ได้พิสูจน์อีกครั้งว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ UAE มีความแตกต่าง ทั้งการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และนโยบายระดับชาติที่เน้นความมั่นคงและการลดความขัดแย้ง”