วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม 2569

Login
Login

‘สงคราม’ สร้างยุคทอง ‘หุ้นค้าอาวุธ’ หุ้นกลาโหมสหรัฐ พุ่ง 30–45%

‘สงคราม’ สร้างยุคทอง ‘หุ้นค้าอาวุธ’ หุ้นกลาโหมสหรัฐ พุ่ง 30–45%

ในโลกที่ ‘สงคราม’ กลับมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก นอกจากทองคำแล้ว ‘หุ้นกลาโหม’ กลายเป็นธีมลงทุนที่ร้อนแรงที่สุด จากยุโรปที่เร่งติดอาวุธใหม่ทั้งทวีป สหรัฐเปิดสงครามใส่อิหร่าน ไปจนถึงเอเชีย ที่กลายเป็นฐานผลิตอาวุธแห่งใหม่ของโลก ‘กระแสเงินลงทุน’ กำลังหลั่งไหลเข้าสู่บริษัทผลิตรถถัง ขีปนาวุธ และอาวุธสงครามยุคใหม่

ในปีที่ผ่านมา หากถามนักลงทุนทั่วโลกว่า “เทรดอะไรแรงที่สุด” คำตอบอาจไม่ใช่ AI แต่คือ “หุ้นกลาโหม” โดยเฉพาะ “หุ้นกลาโหมในยุโรป” ซึ่งเมื่อปี 2025 ดัชนีหุ้นกลาโหมทั่วโลกขึ้นประมาณ 45% แต่หุ้นกลาโหมยุโรปทะยานถึงราว 70% ในช่วงเดียวกัน 

ยกตัวอย่างหุ้นอาวุธสงคราม Rheinmetall ของเยอรมนี ซึ่งผลิตรถถัง Leopard ที่ใช้รบในยูเครน เคยพุ่งราว 140% ในปีเดียว หุ้น Leonardo ของอิตาลี เพิ่มขึ้นราว 80–90% และ Thales ของฝรั่งเศส ซึ่งผลิตขีปนาวุธนำวิถี เพิ่มขึ้นแรงตามงบกลาโหมยุโรป

ขณะที่ใน “สหรัฐ” บริษัทใหญ่อย่าง Lockheed Martin ซึ่งผลิตเครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35, หุ้น Northrop Grumman ที่สร้างเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-21, หุ้น Raytheon เจ้าของขีปนาวุธโทมาฮอว์ก และ General Dynamics ซึ่งผลิตเรือดำน้ำนิวเคลียร์และรถถัง M1 Abrams หุ้นหลายตัวขึ้นประมาณ 30–45% ในช่วงกระแสสงครามอิหร่านล่าสุด 

จาก ‘ยุคสันติภาพ’ สู่ ‘ยุคเร่งสะสมอาวุธ’

หลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง โลกเคยเข้าสู่ช่วงเวลาที่หลายคนเรียกว่า “ยุคแห่งความสงบ” โลกเชื่อว่า การแข่งขันทางทหารได้ปิดฉากลงแล้ว จากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ผลคือ ตลอดช่วงปี 1990–2000 เป็นยุคที่งบกลาโหมทั่วโลกลดลง เพราะเชื่อว่า มหาอำนาจจะไม่หันกลับมาทำสงครามกันอีก โลกจะพึ่งพาการค้า และ “โลกแบบโลกาภิวัตน์” ที่ผูกห่วงโซ่อุปทานให้พึ่งพาซึ่งกันและกัน จะทำให้สงครามไม่คุ้ม เพราะหากสงครามเกิดขึ้นจริง เศรษฐกิจของทุกฝ่ายก็จะเจ็บไปพร้อมกัน

งบกลาโหมจึงถูกปรับลดลงเรื่อย ๆ เช่น ในช่วงปี 2005–2019 งบกลาโหมของเยอรมนีลดลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ประมาณ 1.1% - 1.2% ของจีดีพีเท่านั้น ตามข้อมูลจากธนาคารโลก หลายประเทศในยุโรป ต่ำกว่าเป้าหมาย NATO ที่ 2%

แต่เหตุการณ์หลายอย่าง กลับทำให้มุมมองนี้เปลี่ยนไป เมื่อรัสเซียบุกยูเครนแบบสายฟ้าแลบ ความตึงเครียดระหว่าง “สหรัฐ” กับ “จีน” ที่ลุกลาม และคุกกรุ่นไปเกือบครบทุกด้าน เว้นไว้แต่ทางทหาร และล่าสุดสงครามร้อนในตะวันออกกลาง 

ผลคือ รัฐบาลทั่วโลกเริ่มคิดว่า “สันติภาพไม่ใช่ของถาวร ต้องเตรียมรบ”

ตัวอย่างที่ใหญ่ที่สุดคือ ยุโรป กำลัง “ติดอาวุธใหม่ทั้งทวีป” หลังสงครามยูเครน เยอรมนีประกาศตั้งกองทุนกลาโหม 100,000 ล้านยูโร และตั้งเป้างบกลาโหมมากกว่า 2% ของจีดีพี ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในระดับราว 2% ของจีดีพีแล้ว 

ขณะที่เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสประกาศว่า ฝรั่งเศสจะ “เพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์” และจะอนุญาตให้ส่งเครื่องบินที่ติดอาวุธนิวเคลียร์ไปประจำการในประเทศพันธมิตร เพื่อใช้ในการฝึกซ้อม พร้อมระบุว่า ฝรั่งเศสจะ “ไม่เปิดเผย” ขนาดคลังอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไป

สิ่งเหล่านี้ ทำให้บริษัทค้าอาวุธต่างได้ประโยชน์ ไม่ว่า Rheinmetall, BAE Systems และ Leonardo เพราะยุโรปต้องเติมคลังอาวุธ ผลิตกระสุน ซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ และสร้างกองทัพใหม่ ในยุคที่กฎหมายระหว่างประเทศเริ่มสั่นคลอน

ไม่เพียงเท่านั้น เอเชียก็กำลังเป็น “โรงงานอาวุธใหม่ของโลก” หลายประเทศเริ่มซื้ออาวุธจำนวนมาก เช่น โปแลนด์ซื้อรถถังจากเกาหลีใต้ ซาอุดีอาระเบียซื้ออาวุธจำนวนมาก อิรักเพิ่มงบกลาโหม

สำหรับ “เกาหลีใต้” กำลังกลายเป็นผู้ส่งออกอาวุธอันดับต้น ๆ ของโลก เพราะราคาถูกกว่าสหรัฐ ส่งมอบเร็ว และมีเทคโนโลยีดีพอ

ยิ่งไปกว่านั้น  ด้วยรูปแบบการรบที่เปลี่ยนไป หุ้นที่หลายคนจับตาตอนนี้คือ “บริษัทโดรน” เช่น AeroVironment, Kratos Defense & Security Solutions รวมถึงหุ้นคลังข้อมูลข่าวกรอง AI อย่าง Palantir Technologies เพราะสงครามยุคใหม่ใช้โดรนราคาย่อมเยา ดาวเทียมชี้เป้า-สอดแนม AI บังคับแทนคน หุ่นยนต์ติดปืนกล และสงครามไซเบอร์

ตัวอย่างจากสงครามยูเครน โดรนราคา 500 ดอลลาร์ สามารถทำลายรถถังราคา 5 ล้านดอลลาร์ เท่ากับว่าต้นทุนของผู้โจมตี ถูกกว่าผู้ถูกโจมตีถึง 10,000 เท่า นี่คือการเปลี่ยนสมการสงครามทั้งโลก

โลกยิ่งเสี่ยง หุ้นกลาโหมยิ่งพุ่ง ธีมลงทุนใหม่ของตลาด

ท่ามกลางกระแส “โลกที่อันตรายขึ้น” นี่กำลังกลายเป็น “แรงขับเคลื่อนใหม่” ของตลาดหุ้น ดันหุ้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศพุ่งแรง โดยเฉพาะหลังปธน.ทรัมป์ เสนอเพิ่มงบกลาโหมสหรัฐอีก 500,000 ล้านดอลลาร์ (ขึ้นอีกราว 15 ล้านล้านบาท) สู่ระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2027

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็ผลักดัน “Golden Dome” โครงการระบบป้องกันขีปนาวุธในสหรัฐ เพื่อรับมือภัยคุกคามจากทั่วโลก

โทนี แบงครอฟต์ ผู้จัดการพอร์ตของกองทุน Gabelli Commercial Aerospace and Defense ETF อธิบายว่า ความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นตัวผลักดันสำคัญให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณกลาโหม และในความเป็นจริง “โลกกำลังกลายเป็นสถานที่ที่อันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ”

กระแสเงินที่ไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มนี้สะท้อนชัดจากบทสนทนาที่ไมเคิล ฮาร์ตเน็ตต์ นักกลยุทธ์ของ Bank of America กล่าวถึงในบันทึกถึงลูกค้าว่า “หุ้นกลาโหม คือธีมการลงทุนระยะยาวที่ดีที่สุดในตลาดหุ้นตอนนี้ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม”

ด้าน Morningstar ประเมินว่า หุ้นบริษัทกลาโหมยุโรปที่พวกเขาติดตาม มีโอกาสปรับขึ้นเฉลี่ยราว 20% ในปีนี้ โดยผลการดำเนินงาน จะขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ และระดับการพึ่งพาการใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐ

ขณะเดียวกัน “หุ้นกลาโหม” ก็กลายเป็นธีมการลงทุนสำคัญของนักลงทุนเอเชียในช่วงต้นปี 2026 เช่นกัน เนื่องจากคาดว่า ประเทศในเอเชียจะได้รับคำสั่งซื้ออาวุธจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น

บริษัทที่โดดเด่น ได้แก่ Hanwha Aerospace ของเกาหลีใต้ ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 25% ในเดือนนี้ หลังจากพุ่งขึ้นสามเท่าในปีที่ผ่านมา

Hyundai Rotem ซึ่งเป็นบริษัทเกาหลีใต้อีกราย ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 15% จากเดือนที่ผ่านมา
Aerospace Industrial Development ของไต้หวัน และ Howa Machinery ของญี่ปุ่น ซึ่งต่างก็เป็นหุ้นกลาโหมในเอเชียที่ราคาปรับตัวขึ้นตามกระแสเดียวกัน

ตามความเห็นของชา โซ-ยุน ผู้จัดการการลงทุนหุ้นจาก Taurus Asset Management ในกรุงโซล บริษัท Hanwha Aerospace และ Hyundai Rotem มีโอกาสสูงที่จะได้รับคำสั่งซื้อส่งออกขนาดใหญ่ในปีนี้ จากตลาดอย่างอิรักและซาอุดีอาระเบีย

ในตอนนี้ มุมมองหลักของตลาดยังเชื่อว่า “แผนเพิ่มงบประมาณทางทหารทั่วโลก” มีแนวโน้มขยายตัวต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น

“ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวของอุตสาหกรรมกลาโหม ยังคงแข็งแกร่ง ตราบใดที่ประเทศต่าง ๆ ยังมุ่งเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และพัฒนาโครงสร้างป้องกันประเทศของตน” ฟาเบียง เบนเชทริท หัวหน้าฝ่ายกำหนดสัดส่วนการลงทุนสำหรับฝรั่งเศสและยุโรปตอนใต้ของ BNP Paribas กล่าว

เมื่อรัฐเป็นลูกค้า กำไรก็อาจถูกควบคุม

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญอีกด้านหนึ่งของการลงทุนในหุ้นกลาโหม คือ “การเมือง”
ในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ ลูกค้าคือภาคเอกชนหรือผู้บริโภคทั่วไป บริษัทจึงสามารถกำหนดราคาและกลยุทธ์กำไรได้ค่อนข้างอิสระ แต่สำหรับอุตสาหกรรมกลาโหม ลูกค้าหลักกลับเป็น “รัฐบาล”

เมื่อรัฐเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด สมดุลอำนาจจึงเปลี่ยนไปทันที

ยิ่งในยุโรปที่รัฐบาลกำลังเพิ่มงบกลาโหมอย่างรวดเร็ว เงินที่บริษัทได้รับส่วนใหญ่จึงมาจาก งบประมาณภาษีของประชาชน ทำให้การใช้จ่ายทุกยูโร เผชิญการตรวจสอบทางการเมืองอย่างเข้มข้น

คำถามที่นักการเมืองมักเผชิญจากสังคมคือ เงินภาษีควรถูกใช้เพื่อสร้างความมั่นคง หรือเพื่อเพิ่มกำไรให้ผู้ถือหุ้นบริษัทอาวุธ

ยิ่งบริษัทกลาโหมเติบโตมากเท่าไร ประเด็นนี้ก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น

วินเซนต์ มอร์ติเยร์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Amundi เตือนว่า ยิ่งบริษัทค้าอาวุธเติบโตมากขึ้นเท่าไร แรงกดดันจากฝ่ายการเมืองต่อกำไรของบริษัท ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

แรงกดดันดังกล่าวอาจมาในหลายรูปแบบ เช่น รัฐอาจกดราคาสินค้า เมื่อรัฐบาลเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด รัฐจึงมีอำนาจต่อรองสูง บริษัทอาจถูกกดดันให้ขายอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ในราคาที่ต่ำลง เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณและแรงกดดันจากผู้เสียภาษี

นอกจากนี้ ในหลายประเทศยุโรป การใช้จ่ายด้านกลาโหม เป็นประเด็นการเมืองที่อ่อนไหว รัฐบาลอาจกำหนดเพดานกำไร หรือควบคุมสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถบั่นทอนผลตอบแทนของนักลงทุนได้

ย้อนกลับไปดูช่วงปี 1963–1988 ซึ่งเป็นยุคที่การใช้จ่ายด้านกลาโหมพุ่งสูงจากทั้งสงครามเวียดนามและการแข่งขันในสงครามเย็น

อย่างไรก็ตาม “หุ้นกลุ่มทหาร” กลับแทบไม่ได้รับอานิสงส์มากนัก โดยทำผลงานเพียงในอันดับที่ 25

อุตสาหกรรมที่ทำผลงานดีที่สุดในยุคนั้น กลับเป็นธุรกิจที่ดูเหมือนจะได้ประโยชน์จาก “เงินปันผลแห่งสันติภาพ” มากกว่า เช่น ยาสูบ ธุรกิจความบันเทิง อาหาร และเครื่องดื่มน้ำอัดลม 

ดังนั้น แม้งบประมาณกลาโหมของยุโรป จะเพิ่มขึ้นมหาศาลในช่วงหลายปีข้างหน้า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า กำไรของบริษัทกลาโหมจะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ควรจับตา ไม่ใช่แค่ “รัฐบาลจะใช้เงินเท่าไร” แต่คือ “รัฐบาลจะยอมให้บริษัททำกำไรได้มากแค่ไหน”

มูลค่าหุ้น ขึ้นไปไกลกว่าความจริงแล้วหรือยัง

สำหรับความเสี่ยงอย่างที่สองคือ “มูลค่าหุ้น” แม้งบกลาโหมเยอรมนีจะเพิ่มขึ้นจากเพียง 1% ของ GDP เมื่อสิบปีก่อน เป็นกว่า 2% ในปีที่ผ่านมา และมีแผนจะเพิ่มเป็น 3.5% ก่อนปี 2030

แต่ราคาหุ้นของเหล่าบริษัทกลาโหม กลับ “พุ่งเร็วกว่านั้นมาก”

ตัวอย่างชัดที่สุดคือ “Rheinmetall” ผู้ผลิตรถถัง Leopard ของเยอรมนี ซึ่งเป็นแกนหลักของอุตสาหกรรมกลาโหมประเทศ

หุ้นของบริษัทนี้ พุ่งขึ้นมากกว่าสามเท่าในช่วง 9 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า “ตลาดรับข่าวดีไปหมดแล้วหรือยัง”

ปัจจุบัน บริษัทกลาโหมเยอรมันซื้อขายกันที่ Forward P/E ประมาณ 38 เท่า สูงขึ้นจากราว 20 เท่าเมื่อต้นปีที่แล้ว และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นเยอรมันที่ประมาณ 15 เท่า ทำให้ส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) ค่อย ๆ แคบลง

ด้วยมูลค่าหุ้นระดับพรีเมียมเช่นนี้ การเติบโตในระยะยาวที่ออกมา จะเป็นตัวพิสูจน์ว่ามูลค่าหุ้นที่ทะยานนั้น สูงเกินพื้นฐานไปแล้วหรือไม่ หรือยังมีศักยภาพเติบโตต่อไปได้อีก

อ้างอิง: wsjbloombergbloomberg(2)wsj(2)aoavworldaa