เปิดทุนสำรอง 'เอเชีย' รับมือวิกฤติสงคราม-น้ำมันแพง โนมูระมอง 'ไทย-อินเดีย-ฟิลิปปินส์' มีกันชนแน่น สยบความผันผวนค่าเงิน
บลูมเบิร์ก รายงานว่า เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ของ “เอเชีย” ที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังกลายเป็น "อาวุธสำคัญ" ที่ช่วยให้ธนาคารกลางในภูมิภาคมีความพร้อมมากขึ้นในการปกป้องค่าเงิน ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจในเอเชียที่ส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน
จับตาเสถียรภาพ 'ค่าเงิน' เอเชีย
ค่าเงินทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ตลอดจนผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และดุลการคลัง
นอกจากนี้ การที่ค่าเงินอ่อนตัวลงอย่างรุนแรงยังสร้างความเสี่ยงที่จะทำให้เงินทุนไหลออกจากประเทศอีกด้วย
ในขณะนี้ ธนาคารกลางของอินโดนีเซีย อินเดีย และไต้หวัน ได้เริ่มเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินแล้ว ขณะที่จีนใช้วิธีส่งสัญญาณสนับสนุนค่าเงินหยวนผ่านการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงรายวัน
กลุ่มผู้ค้าเงินในมุมไบระบุว่า ธนาคารกลางอินเดียได้เข้าแทรกแซงด้วยการ เทขายเงินดอลลาร์ เพื่อพยุงค่าเงินรูปีหลังจากร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ขณะเดียวกันทางฝั่งไต้หวัน ยูจีน ไช่ หัวหน้าแผนกเงินตราต่างประเทศของธนาคารกลางไต้หวัน ได้แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ทางธนาคารกลางได้เข้ามาดูแลตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงสัปดาห์นี้เช่นกัน เนื่องจากมี เงินทุนไหลออกจากประเทศในปริมาณมหาศาล
ในส่วนของประเทศอื่นๆ ทางการเน้นไปที่การส่งสัญญาณเพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ ได้กำชับให้คณะรัฐมนตรีเร่งตอบโต้ และรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น และค่าเงินอย่างใกล้ชิด
ในฝั่งของจีน ธนาคารกลางได้ตัดสินใจดำเนินนโยบายสวนทางกับตลาด โดยการประกาศกำหนด อัตราแลกเปลี่ยน (Daily Reference Rate) ให้แข็งค่าขึ้นในสัปดาห์นี้ เพื่อสกัดกั้นผลกระทบแม้ว่าเงินดอลลาร์จะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม
ในสัปดาห์นี้ เราได้เห็นผลกระทบที่ชัดเจน โดยค่าเงิน “รูปี” ของอินเดีย ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ขณะที่ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ ทรุดตัวลงไปอยู่ในระดับที่เคยเห็นครั้งล่าสุดในช่วงวิกฤติการเงินโลก และค่าเงิน รูเปียห์ของอินโดนีเซีย ก็อ่อนค่าลงที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์เช่นกัน
Madhavi Arora หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Emkay Global Financial Services Ltd. อธิบายว่า "เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน" คือรากฐานสำคัญที่ช่วยประคองเสถียรภาพทางการเงินในภาพรวมเอาไว้ หากค่าเงินนิ่ง เศรษฐกิจส่วนอื่นๆ ก็จะมั่นคงตามไปด้วย
สรุป ‘ทุนสำรอง’ เอเชีย
ทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางหลักๆ ในภูมิภาคเอเชียพุ่งสูงขึ้นกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปี 2567 ตามการคำนวณของ Bloomberg โดยสาเหตุสำคัญมาจากความพยายามของทางการในแต่ละประเทศที่ทยอยเก็บ หรือสะสมเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ภูมิภาคตลอดปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงของ ราคาทองคำและการอ่อนค่าของ เงินดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยดันให้มูลค่าทรัพย์สินที่ถือครองอยู่พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ในขณะนี้ ผู้กำหนดนโยบายกำลังนำเงินทุนสำรองที่สะสมไว้มาใช้เป็น "กันชน" เพื่อบริหารจัดการผลกระทบที่เกิดจากสงครามในอิหร่าน เนื่องจากสถานการณ์นี้มีความเสี่ยงสูงต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค
ข้อมูลจาก Nomura Holdings Inc. ระบุว่า ทุกๆ 10% ของราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของเอเชียลดลงเฉลี่ยประมาณ 0.3% ของ GDP ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าราคาพลังงานที่แพงขึ้นกำลังกัดเซาะความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของภูมิภาคโดยตรง
ความอยู่รอดของแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับว่าธนาคารกลางมี "กระสุน" หรือเงินทุนสำรองในมือมากน้อยเพียงใด และเงินสำรองเหล่านั้นเพียงพอที่จะเป็นกันชนได้นานแค่ไหน
ข้อมูลจาก BNY ระบุว่า จีน ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ คือกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมสูงสุดในเอเชีย เมื่อวัดจากสัดส่วนเงินทุนสำรองต่อมูลค่าการนำเข้าสินค้า
ในขณะที่ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีสัดส่วนดังกล่าวต่ำที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางที่มากกว่าหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ
โซนัล วาร์มา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่น จาก Nomura ระบุว่า อินโดนีเซียและเกาหลีใต้ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความพร้อมของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับที่ค่อนข้างต่ำ
“ในขณะที่ ไทย อินเดีย และฟิลิปปินส์ ถือเป็นกลุ่มที่มีเงินทุนสำรองสะสมไว้มากเกินพอ ซึ่งเพียงพอที่จะนำมาใช้บริหารจัดการและรับมือกับความผันผวนของค่าเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
วี คูน ชง นักยุทธศาสตร์จาก BNY ในฮ่องกง ให้ความเห็นว่า ในสภาวะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเช่นนี้ "เงินทุนสำรอง" จะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าปริมาณเงินทุนสำรองที่มีอยู่นั้นยังถือว่าเพียงพอต่อการเข้าแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพ เนื่องจากสถานการณ์ค่าเงินที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากการถูกโจมตีโดยนักเก็งกำไรโดยตรง แต่เป็นผลกระทบสะท้อนจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และความไม่แน่นอนของตลาดโลกเป็นหลัก
อ้างอิง Bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





