สหรัฐกำลังพิจารณามาตรการแทรกแซง “ตลาดฟิวเจอร์สน้ำมัน” เพื่อสกัดราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งแล้วเกือบ 21% นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุ
เจ้าหน้าที่อาวุโสของทำเนียบขาวรายหนึ่งเปิดเผยว่า กระทรวงการคลังสหรัฐอาจประกาศ "มาตรการ" อย่างเร็วที่สุดในวันพฤหัสบดีที่ 5 มี.ค.69 รวมถึงอาจมีการดำเนินการที่เกี่ยวข้องใน "ตลาดฟิวเจอร์สน้ำมัน" เพื่อสกัดราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ความเคลื่อนไหวที่อาจเกิดขึ้นนี้จะถือเป็น "ความพยายามที่ไม่ปกติของวอชิงตัน" ในการมีอิทธิพลต่อราคาพลังงานผ่านตลาดการเงิน แทนที่จะใช้มาตรการด้านอุปทานน้ำมันจริงเหมือนทุกครั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐกำลังเร่งหาทางลดผลกระทบทางการเมือง และเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของแผนดังกล่าวยังไม่ชัดเจน และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวซึ่งไม่เปิดเผยนามยังปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม โดยระบุว่า ไม่ต้องการกล่าวล่วงหน้าก่อนที่กระทรวงการคลังจะประกาศอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐ (WTI) พุ่งขึ้นเกือบ 21% นับตั้งแต่สงครามอิหร่านกับสหรัฐ และอิสราเอล เริ่มต้นเมื่อวันเสาร์ที่ 28 ก.พ.69 ซึ่งความขัดแย้งที่ลุกลามได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุปทานน้ำมัน และก๊าซในตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยทั่วประเทศก็เพิ่มขึ้น 27 เซนต์จากสัปดาห์ก่อน ไปอยู่ที่ 3.25 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ตามข้อมูลของ AAA ซึ่งเป็นสมาคมด้านการท่องเที่ยวของสหรัฐที่ติดตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
งานถนัดเฮดจ์ฟันด์เก่า สก็อตต์ เบสเซนต์?
แนวคิดเรื่อง "การแทรกแซงตลาดฟิวเจอร์ส" ของสหรัฐ สะท้อนภูมิหลังของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง "สก็อตต์ เบสเซนต์" อดีตผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ และนักลงทุนสายมหภาคระดับโลก ซึ่งทำงานมานานหลายทศวรรษในการซื้อขายค่าเงิน พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ ก่อนเข้าร่วมรัฐบาล
ก่อนหน้านี้ เบสเซนต์เคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนในกองทุน "Soros Fund Management" ของพ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส และต่อมาได้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์สายมหภาคชื่อ Key Square Group
อย่างไรก็ดี รอยเตอร์สระบุว่า ทางโฆษกกระทรวงการคลัง ไม่สามารถติดต่อเพื่อขอความเห็นในเรื่องนี้ได้
ส่วนในมุมมองของนักวิเคราะห์ด้านพลังงาน เช่น เบน ฮอฟฟ์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเชิงปริมาณด้านสินค้าโภคภัณฑ์ของธนาคาร Societe Generale มองว่า ประสิทธิผลของมาตรการลักษณะนี้ จะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแผน
“รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มีความสำคัญมาก เราคงต้องรอดูว่าแผนของรัฐบาลสหรัฐคืออะไร” ฮอฟฟ์ กล่าว โดยระบุว่ามาตรการที่อาจเกิดขึ้นถือว่า "ไม่เคยมีมาก่อน"
อย่างไรก็ดี ฮอฟฟ์ กล่าวว่า เครื่องมือทางการเงินสามารถมีอิทธิพลต่อตลาดพลังงาน "ได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น" เนื่องจากตลาดดังกล่าวถูกขับเคลื่อนหลักๆ โดยอุปทาน และอุปสงค์ของน้ำมันจริง
ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เคยแทรกแซงตลาดเพื่อรับมือกับวิกฤติการเงินปี 2008 ด้วยการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยค้ำประกัน และพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมหาศาลภายใต้นโยบาย “การผ่อนคลายเชิงปริมาณ” หรือ Quantitative Easing (QE)
ส่วนเมื่อเดือนต.ค. ปีที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ใช้กองทุน Exchange Stabilization Fund เพื่อพยุงค่าเงินของอาร์เจนตินา โดยการเข้าซื้อเงินเปโซในตลาดเปิด และสนับสนุนการสวอปเงินมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ในลาตินอเมริกา โดยกองทุนดังกล่าวก่อตั้งขึ้นในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ มีสินทรัพย์รวม 220,850 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 31 ม.ค.69
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กองทุนนี้ยังถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนโครงการปล่อยกู้ของเฟดในช่วงวิกฤติต่างๆ เช่น วิกฤติการเงินโลกปี 2008-2009 (วิกฤติซับไพรม์) การระบาดของโควิด-19 และวิกฤติเสถียรภาพของธนาคารในสหรัฐปี 2023 (แบงก์ SVB)
ส่วนนอกตลาดสหรัฐก็มีตัวอย่างของการแทรกแซงตลาดพลังงานโดยรัฐบาลเช่นกัน เช่น "เม็กซิโก" ได้ดำเนินโครงการป้องกันความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันมาหลายปี ซึ่งเรียกว่า “Hacienda hedge” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นดีลการเงินเกี่ยวกับน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อปกป้องรายได้จากน้ำมันของประเทศจากการร่วงลงของราคาในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม เม็กซิโกใช้การเฮดจ์กับน้ำมันจริงในสต๊อก มากกว่าการใช้เครื่องมือทางการเงินเพียงอย่างเดียว
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี ว่า เขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยให้สัมภาษณ์พิเศษกับรอยเตอร์ว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากกว่า
“ผมไม่ได้กังวลถึงเรื่องนั้นเลย” ทรัมป์ กล่าวเมื่อถูกถามเกี่ยวกับราคาน้ำมันในปั๊มที่เพิ่มขึ้น “ราคาจะลดลงอย่างรวดเร็วมากเมื่อเรื่องนี้จบลง และถ้ามันเพิ่มขึ้นก็คือเพิ่มขึ้น แต่เรื่องนี้สำคัญกว่าการที่ราคาน้ำมันเบนซินจะขึ้นอีกเล็กน้อย”
แทรกแซงตลาดฟิวเจอร์สเรื่องยาก
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า ทำเนียบขาวยังไม่ให้ความสำคัญกับแนวคิดให้กระทรวงการคลังเข้าไปแทรกแซงตลาดฟิวเจอร์สน้ำมันเพื่อกดราคาพลังงาน เนื่องจากมองว่าอาจมีผลต่อตลาดไม่มากนัก และรัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการอื่นๆ หลายรูปแบบ เพื่อบรรเทาแรงกดดันต่อราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น
แหล่งข่าวระบุว่า ปริมาณการซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์สน้ำมันต่อวันเพิ่มขึ้นอย่างมากท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ผลกระทบจากผู้เล่นเพียงแค่รายเดียวลดลง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังลังเลที่จะใช้น้ำมันจาก "คลังสำรองน้ำมันยุทธศาสตร์" (SPR) ในทันที เนื่องจากคลังสำรองดังกล่าวถูกใช้ไปอย่างมากในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ทำให้ปัจจุบันมีปริมาณเหลือเพียงประมาณ 60% ของความจุทั้งหมด
นอกจากนี้ การเบิกใช้น้ำมันบ่อยครั้งยังสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของคลังน้ำมันสำรอง และจำเป็นต้องมีการซ่อมบำรุงที่ถูกเลื่อนออกไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลตัดสินใจใช้น้ำมันสำรองในภายหลัง แม้การปล่อยปริมาณไม่มากก็อาจช่วย "ส่งสัญญาณสำคัญ" เพื่อช่วยให้ตลาดคลายความตึงเครียดได้
ที่มา: Reuters
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





