วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม 2569

Login
Login

เกิดอะไรขึ้นกับอีวีจีน 'BYD' ยอดขายร่วงแรงสุดในรอบ 6 ปี

เกิดอะไรขึ้นกับอีวีจีน 'BYD' ยอดขายร่วงแรงสุดในรอบ 6 ปี

'BYD' เริ่มขาลงยาว? ยอดขายเดือนก.พ.ร่วงแรงสุดนับตั้งแต่โควิดปี 2020 ขณะที่ยอดขายรวมสองเดือนแรกลดลง 36% ข้อมูลชี้ยอดขาย 'Geely' แซงหน้าแล้ว ขณะที่แบรนด์จีนรายอื่นๆ เร่งตัวขึ้น

ยอดขายของ "บีวายดี" (BYD) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเบอร์ 1 ของโลกจากจีน ยังเผชิญการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และล่าสุดยอดขายเดือนก.พ. 2026 ยิ่งตอกย้ำสถานการณ์นี้เมื่อตัวเลขปรับตัวลดลงมากที่สุดในรอบ 6 ปี หรือนับตั้งแต่วิกฤติโควิดปี 2020 ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดใหญ่สุดอย่างจีน

ยอดขายของ BYD ในเดือนก.พ. ลดลง 41.1% เมื่อเทียบเดือนเดียวกันของปีก่อน และเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็น "เดือนที่หก" ตามเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันอาทิตย์ โดยการลดลงในเดือนที่แล้วถือว่าลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19

ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์และตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอื่นๆ มักมีความผันผวนสูงในช่วง 1-2 เดือนแรกของปี เนื่องจากเป็นช่วงของเทศกาลตรุษจีน และปีนี้อาจเห็นความผันผวนมากเป็นพิเศษ เนื่องจากจีนขยายวันหยุดประจำปีเป็น 9 วัน ซึ่งยาวนานสุดเท่าที่เคยมีมา

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มยอดขายที่ลดลงของ BYD "ไม่ได้เกิดจากปัจจัยตามฤดูกาลเพียงอย่างเดียว" โดยยอดขายทั่วโลกในช่วงสองเดือนแรกลดลง 35.8% เมื่อเทียบปีก่อน ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบ 6 ปีเช่นกัน

'Geely' แซงยอดขายที่ 1 ในจีน

แม้การส่งออกรถของ BYD ไปต่างประเทศยังคงเติบโตแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยอยู่ที่ 100,600 คันในเดือนก.พ. แต่ยอดขายในประเทศอย่าง "จีน" ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กลับลดลง 65% เหลือ 89,590 คัน ลดลงต่อเนื่องจากเดือนม.ค. ที่ปรับตัวลง 53.2% เมื่อเทียบรายปี 

เกิดอะไรขึ้นกับอีวีจีน 'BYD' ยอดขายร่วงแรงสุดในรอบ 6 ปี

ที่สำคัญยังเป็นช่วงที่แบรนด์คู่แข่งสัญชาติเดียวกันอย่าง "จีลี่" (Geely) แซงหน้าขึ้นมาเป็น "ผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งในจีน" โดยข้อมูลจากเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์พบว่าในช่วงสองเดือนแรกของปีนี้ Geely ส่งมอบรถยนต์มากกว่า BYD ราว 76,000 คัน 

เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงและการบริโภคในจีนในชะลอตัว BYD และผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ ได้เปิดตัวแผนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำนาน 7 ปี ออกมาดึงดูกลูกค้า โดยมีค่ายใหญ่จากแเมริกาอย่าง Tesla เริ่มใช้ก่อนเพื่อนตั้งแต่เดือนม.ค.

ภายใต้แรงกดดันจากช่องว่างด้านเทคโนโลยีที่แคบลง เป็นที่คาดว่า BYD จะเปิดตัวนวัตกรรมเทคโนโลยีสำคัญออกมาเป็นแม่เหล็กดึงดูดในช่วงปลายเดือนมี.ค. นี้

การแข่งขันที่รุนแรงยังทำให้หน่วยงานกำกับดูแลของจีนออกกฎด้านราคาใหม่ และเพิ่มการกำกับดูแลรถใหม่ที่ถูกส่งออกในรูปแบบรถมือสอง หรือ "รถมือสองเลขไมล์ศูนย์" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะเปลี่ยนโฟกัสของอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่การแข่งขันด้านมูลค่า

นอกจากนี้ บรรดาค่ายรถยนต์จีนยังเร่งขยายเข้าสู่ "ตลาดต่างประเทศ" มากขึ้น เพื่อชดเชยความท้าทายของตลาดภายในประเทศ โดยมีรายงานว่า BYD และ Geely เป็นหนึ่งในผู้เข้ารอบสุดท้ายในการประมูลซื้อโรงงานของ Nissan-Mercedes-Benz ในประเทศเม็กซิโกเมื่อเร็วๆ นี้

แบรนด์จีนเร่งตัวแรง

นอกจาก Geely แล้ว ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายอื่นๆ ในจีนส่วนใหญ่ต่างก็มียอดขายปรับตัวเพิ่มขึ้นโดย "ลีปมอเตอร์" (Leapmotor) และ "เสียวมี่" (Xiaomi) ต่างรายงานยอดขายสองเดือนแรกของปีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Leapmotor มียอดขายรวม 60,126 คันในเดือนม.ค. และก.พ. ปีนี้ เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ Xiaomi จำหน่ายรถได้มากกว่า 59,000 คันในช่วงเวลาเดียวกัน เพิ่มขึ้นถึง 48% จากปีก่อน

ขณะที่ค่าย "นีโอ" (Nio) และ "ซีกเกอร์" (Zeekr) ในเครือของจีลี่ มียอดขายรวมสองเดือนแรกพุ่งขึ้น 77% และประมาณ 84% ตามลำดับเมื่อเทียบรายปี จากการคำนวณของ CNBC

ในทางกลับกัน "เอ็กซ์เผิง" (Xpeng) หรือเสี่ยวเผิง รายงานยอดขายลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบรายปี โดยยอดส่งมอบรวมอยู่ที่ 35,267 คัน ลดลงราว 42% จากปีก่อน ขณะที่ยอดส่งมอบของค่าย "หลี่ ออโต" (Li Auto) ก็ลดลงเกือบ 4% เหลือ 54,089 คัน

สนามแข่งขันอีวีจีนเริ่มสูสี

ซีเอ็นบีซีระบุว่า นอกเหนือจากปัจจัยตามฤดูกาล การที่ส่วนต่างยอดขายของ BYD ในตลาดภายในประเทศลดลง สะท้อนว่าการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีนเริ่มมีความสูสีมากขึ้น เนื่องจากข้อเสนอของคู่แข่งเริ่มดึงดูดผู้บริโภคมากขึ้น

“ความเป็นผู้นำของ BYD ยังมีอยู่จริง แต่กำลังแคบลง แม้การพลิกกลับอย่างเต็มรูปแบบไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น แต่ส่วนแบ่งตลาดในประเทศกำลังถูกบีบลดลง” ลีออน เฉิง หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านยานยนต์ของบริษัทที่ปรึกษา YCP กล่าว

เฉิงกล่าวเสริมว่า BYD เคยครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ของจีนประมาณ 26-34% ในช่วงปี 2024-2025 แต่ผู้ผลิตรายอื่น เช่น Geely และ Leapmotor เริ่มชิงส่วนแบ่งในตลาดระดับกลางได้ ซึ่งเป็นตลาดหลักของ BYD

ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนรายอื่นพยายามลดอิทธิพลของ BYD ด้วยการเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ของตนให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษา "การแข่งขันด้านราคา" เอาไว้ด้วย 

รถเอสยูวีรุ่นใหม่ YU7 ของ Xiaomi กลายเป็นรถยนต์นั่งที่ขายดีที่สุดในจีนประจำเดือนม.ค. โดยมียอดขายมากกว่าสองเท่าของ Tesla Model Y ซึ่งเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดในเดือนก่อนหน้า

นอกจากนี้ การนำภาษีซื้อรถยนต์พลังงานใหม่ในอัตรา 5% กลับมาใช้ใหม่ ซึ่งประกาศเมื่อปลายปี 2025 อาจทำให้เกิดช่องว่างของอุปสงค์สำหรับ BYD ในช่วงต้นปีนี้ เนื่องจากผู้บริโภคเร่งซื้อรถก่อนภาษีมีผลบังคับใช้

อย่างไรก็ตาม แอ็บบี ทู นักวิเคราะห์จากบริษัท S&P Global Mobility กล่าวว่า “ตอนนี้บริษัทต่างๆ เริ่มแยกความแตกต่างของตัวเองได้ยากขึ้นมาก” คู่แข่งหลายรายของ BYD พยายามสร้างจุดยืนของตัวเองในตลาดอีวีขนาดใหญ่ของจีนด้วยการเจาะตลาดระดับบนและตลาดรถหรู

BYD ตอบสนองต่อการแข่งขันที่รุนแรงในประเทศด้วยการหันไปเน้นตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยในเดือนก.พ. ยอดส่งออกรถของบริษัท "สูงกว่ายอดขายในประเทศเป็นครั้งแรก" 

เฉิงกล่าวว่า “กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงของ BYD คือการส่งออก โดยยอดขายต่างประเทศของบริษัททะลุ 1 ล้านคันเป็นครั้งแรกในปี 2025 ซึ่งเป็นกันชนที่คู่แข่งซึ่งเน้นตลาดจีนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเทียบได้”

สำหรับในตลาดจีนนั้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มจะได้เห็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ BYD ในช่วงปลายปีนี้ โดยเฉพาะแบตเตอรี่รุ่นใหม่

“การเปิดตัวฟีเจอร์ ‘God’s Eye’ ซึ่งเป็นระบบช่วยขับขี่ขั้นสูงแบบให้ใช้ฟรีเมื่อปีที่แล้ว ช่วยกระตุ้นความต้องการได้โดยไม่ก่อให้เกิดสงครามราคา และคาดว่าจะมีการใช้กลยุทธ์คล้ายกันอีกครั้งกับ Blade Battery 2.0 และระบบชาร์จเร็วรุ่นที่สองในเร็วๆ นี้” เฉิงกล่าว


ที่มา: Reuters, CNBC