ราคาน้ำมันพุ่งกว่า 3% วันนี้ เบรนท์ทะยานเฉียด 84 ดอลลาร์ WTI ทะลุ 77 ดอลลาร์ ตลาดหวั่นสงครามอิหร่านอาจยืดเยื้อ กระทบอุปทานพลังงานโลกยาว
เมื่อช่วงครึ่งบ่ายวันที่ 5 มี.ค. ราคาน้ำมันโลกกลับมาดีดตัวพุ่งขึ้นแรงกว่า 3% หลังสงครามทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอล ทำให้เกิดความกังวลว่าผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางอาจกินเวลานาน
รอยเตอร์สระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับเพิ่มขึ้น 2.65 ดอลลาร์ หรือ 3.26% ไปอยู่ที่ 83.99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลาประมาณ 12.20 น. ตามเวลาในไทย นับเป็นการปรับขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ห้าแล้ว
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.76 ดอลลาร์ หรือ 3.70% ไปอยู่ที่ 77.42 ดอลลาร์
นักวิเคราะห์ของธนาคาร ANZ ระบุในบันทึกว่า ตลาดน้ำมันดิบยังคงตึงเครียดเนื่องจากเผชิญความเสี่ยงอุปทานอย่างต่อเนื่องหลังการโจมตีในตะวันออกกลาง โดยความกังวลหลักมุ่งไปที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
การโจมตียังดำเนินอย่างต่อเนื่อง
ตลาดกังวลหลังจากมีรายงานอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลระลอกหนึ่งในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดี ทำให้ประชาชนหลายล้านคนต้องหลบภัยในบังเกอร์ ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังความพยายามในวุฒิสภาสหรัฐที่จะหยุดการโจมตีทางอากาศของสหรัฐถูกตีตกไป ขณะที่ความขัดแย้งเดินหน้าเข้าสู่ "วันที่หก"
ก่อนหน้านี้ในวันพุธ เรือดำน้ำของสหรัฐได้จมเรือรบของอิหร่านนอกชายฝั่งศรีลังกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 80 คน และระบบป้องกันภัยทางอากาศขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ได้ทำลายขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่านที่ถูกยิงมุ่งหน้าไปยังตุรกี
ส่วนกองกำลังอิหร่านยังได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในหรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีรายงานการระเบิดใกล้เรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งคูเวต
รอยเตอร์สระบุว่า ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นในช่วงที่มีข่าวว่า "มอจตาบา คาเมเนอี" บุตรชายของอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่านที่ถูกสังหาร กลายเป็นตัวเต็งในการสืบทอดตำแหน่งต่อ สะท้อนว่าเตหะรานไม่ได้มีท่าทีจะยอมอ่อนข้อ
ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน-ก๊าซ ปั่นป่วน
หลายประเทศผู้ผลิตและส่งออกพลังงานในตะวันออกกกลางต่างได้รับผลกระทบถ้วนหน้า "อิรัก" ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) ได้ลดกำลังการผลิตลงเกือบ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากขาดแคลนพื้นที่เก็บและเส้นทางส่งออก
ส่วน "กาตาร์" ซึ่งเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดในอ่าวเปอร์เซีย ได้ประกาศหยุดการผลิตและส่งออกก๊าซจากโรงงานใหญ่สุดเมื่อวันพุธ โดยแหล่งข่าวระบุว่าการกลับสู่ระดับการผลิตปกติอาจต้องใช้เวลา "อย่างน้อยหนึ่งเดือน"
เทรดเดอร์น้ำมันสองรายเปิดเผยว่า พวกเขาคาดการณ์เชิงบวกต่อราคาน้ำมัน เนื่องจากสงครามครั้งนี้ดูไม่น่าจะยุติลงได้เร็ว
จากการประเมินของรอยเตอร์สซึ่งใช้ข้อมูลติดตามเรือของแพลตฟอร์ม MarineTraffic ระบุว่า มีเรืออย่างน้อย 200 ลำ รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมัน เรือบรรทุกแอลเอ็นจี และเรือสินค้า ยังคงทอดสมออยู่ในทะเลนอกชายฝั่งของประเทศผู้ผลิตในอ่าว ไม่สามารถแล่นผ่านช่องทางช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักขนส่งน้ำมันและแอลเอ็นจีประมาณ 1 ใน 5 ของอุปทานโลก





