จีนส่งสัญญาณ ‘ปรับเกมเศรษฐกิจ’ ตั้งเป้าโตปีนี้ที่ 4.5%–5% ต่ำลงเล็กน้อยจากปีก่อน เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลแก้การผลิตล้นเกินได้ยืดหยุ่นขึ้น พร้อมดัน ‘บริโภคในประเทศ’ ขึ้นชดเชยส่งออกที่ถูกกีดกันจากภาษีทรัมป์
จากการเปิดประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ จีนได้ตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2026 ไว้ที่ “4.5%–5%” ซึ่งต่ำลงเล็กน้อยจากการเติบโต 5% ในปีที่ผ่านมา
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า การตั้งเป้าในระดับที่ผ่อนลงนี้ เปิดทางให้รัฐบาล “มีความยืดหยุ่นมากขึ้น” ในการใช้นโยบายเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหากำลังการผลิตล้นเกินในภาคอุตสาหกรรม และปรับสมดุลโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะเดียวกัน จีนยังประกาศ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15” โดยย้ำว่า จะเพิ่มการลงทุนในนวัตกรรม อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พร้อมตั้งเป้า ยกระดับ “สัดส่วนการบริโภคของภาคครัวเรือน” ให้มีบทบาทมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ แม้ยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขเป้าหมายที่ชัดเจนก็ตาม
คำมั่นเหล่านี้สะท้อนว่า รัฐบาลปักกิ่งกังวลว่าอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ จะทำให้เศรษฐกิจจีน ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ต้องพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปในการขับเคลื่อนการเติบโต
แต่ขณะเดียวกัน จีนก็ไม่ต้องการละทิ้งแผนยกระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ เพราะภาคอุตสาหกรรมนี้ ทำให้จีนมีอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทานต่อสหรัฐและพันธมิตร ในช่วงที่การแข่งขันระหว่างสองฝ่ายทวีความรุนแรงขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์มองว่า การตั้งเป้าเติบโตที่ต่ำลง จะทำให้รัฐบาลจีนมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการดำเนินการปฏิรูป เช่น การลดปัญหากำลังการผลิตล้นเกินในภาคอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม พวกเขาเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่า จีนจะละทิ้งโมเดลการเติบโตที่เน้นการผลิตเป็นหลัก
นักวิเคราะห์ของ MERICS ระบุในรายงานก่อนการประชุมสภาว่า “แม้จะอยู่ในสภาพสมดุลที่เปราะบาง แต่นโยบายเศรษฐกิจของจีน จะยังคงเอื้อประโยชน์ต่อภาคธุรกิจมากกว่าครัวเรือนอย่างเป็นระบบ”
พวกเขายังมองว่า รัฐบาลปักกิ่งจะยังคงค่อย ๆ ดำเนินมาตรการขยายสวัสดิการสังคมอย่างช้า ๆ ขณะเดียวกันจะใช้ เงินอุดหนุนจำนวนมากและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อผลักดันการเติบโตและการยกระดับภาคอุตสาหกรรมของประเทศต่อไป
ในด้านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จีนวางแผนตั้ง “งบขาดดุลที่ระดับ 4%” ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งใกล้เคียงกับระดับของปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังคงเพดานการออกพันธบัตรพิเศษไว้เท่าเดิม โดยรัฐบาลกลางสามารถออกหนี้พิเศษได้ 1.3 ล้านล้านหยวน ส่วนรัฐบาลท้องถิ่นกำหนดเพดานไว้ที่ 4.4 ล้านล้านหยวน
มาตรการดังกล่าวสะท้อนว่า จีนยังคงใช้การก่อหนี้ของภาครัฐ เป็นเครื่องมือสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ จีนให้คำมั่นว่า จะเพิ่มเงินบำนาญขั้นต่ำรายเดือน 20 หยวนต่อคน และเพิ่มเงินอุดหนุนประกันสุขภาพพื้นฐานสำหรับประชาชนชนบทและผู้ที่ไม่ได้ทำงานอีก 24 หยวน
รัฐบาลยังระบุว่า จะเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา อุดหนุนค่าเลี้ยงดูเด็ก และปฏิรูประบบโรงพยาบาลของรัฐ
ด้านแลร์รี ฮู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของ Macquarie มองว่า “หากการส่งออกยังแข็งแกร่ง รัฐบาลอาจยอมรับได้ที่การบริโภคในประเทศจะอ่อนแอ แต่หากการส่งออกเริ่มสะดุด รัฐบาลก็จะเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อรักษาเป้าหมายการเติบโตของ GDP”
ขณะเดียวกัน หลิว ซินจิน อดีตที่ปรึกษาของธนาคารกลางจีน เตือนในเวทีเสวนาด้านการเงินเมื่อเดือนมกราคมว่า จีนจำเป็นต้อง “เปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจ” จากเดิมที่พึ่งพาการลงทุนและการส่งออกเป็นหลัก ไปสู่โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วย “นวัตกรรมและการบริโภคภายในประเทศ” มากขึ้น พร้อมเสริมว่า แม้ภาคการผลิตจะสามารถพัฒนาให้ทันสมัยขึ้นได้อีก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สัดส่วนของภาคการผลิตในเศรษฐกิจจะไม่ลดลง
หลิวกล่าวว่า “ปัญหาการบริโภคที่ไม่เพียงพอของจีนในปัจจุบัน มีความเชื่อมโยงลึกซึ้งกับปัจจัยเชิงโครงสร้างและเชิงสถาบันหลายประการ ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะจะแก้ไขได้ทั้งหมดในระยะสั้น”
อ้างอิง: reuters





