มาแน่! รมว.คลังสหรัฐเผยแผนปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% มีแนวโน้มประกาศใช้ภายในสัปดาห์นี้ พร้อมเตรียมงัดกฎหมายการค้าอื่นๆ กลับมาอีกครั้ง
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ เปิดเผยวันนี้ (4 มี.ค.) ว่า แผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% มีแนวโน้มจะดำเนินการได้ภายในสัปดาห์นี้
“มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์นี้” เบสเซนต์ให้สัมภาษณ์กับ CNBC โดยตอบคำถามเกี่ยวกับช่วงเวลาที่มาตรการขึ้นภาษีเป็น 15% จะเริ่มมีผลบังคับใช้
ก่อนหน้านี้ในเดือนก.พ. หลังจากศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัยให้มาตรการภาษีต่างตอบแทนของทรัมป์ "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ทรัมป์ได้ประกาศใช้อำนาจตามมาตรา 122 ประกาศเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% และประกาศในภายหลังอีกว่าจะเพิ่มภาษีนำเข้าเป็น 15%
ทั้งนี้ มาตรา 122 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 เปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐสามารถใช้อำนาจประกาศอัตราภาษีนำเข้าได้สูงสุด 15% ไม่เกิน 150 วัน ในกรณีที่ประเทศเผชิญกับ "ภาวะวิกฤติเรื่องการขาดดุลการชำระเงินหรือวิกฤติค่าเงิน"
เบสเซนต์ ระบุว่า อำนาจตามกฎหมายที่ใช้เก็บภาษีชุดใหม่นี้จะมีผลใช้ได้เพียง 150 วัน เท่านั้น และในช่วงเวลาดังกล่าวหน่วยงานด้านการค้าของสหรัฐจะพิจารณาใช้กฎหมายอื่นๆ เพื่อฟื้นฟูมาตรการภาษีนำเข้าที่เคยใช้ก่อนการตัดสินของศาลฎีกา
“ผมเชื่ออย่างมากว่าอัตราภาษีจะกลับไปสู่ระดับเดิมภายใน 5 เดือน” เบสเซนต์กล่าว
รมว.คลังสหรัฐยังเสริมว่า มาตรา 301 และมาตรา 232 ซึ่งรัฐบาลเตรียมนำมาใช้แทนภาษีต่างตอบแทนที่ประกาศภายใต้กฎหมายฉุกเฉินเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) นั้น แม้จะดำเนินการได้ช้ากว่า แต่ก็มีความแข็งแกร่งและยั่งยืนมากกว่า
ทั้งนี้ ศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลทรัมป์ไม่สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายฉุกเฉินเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อบังคับใช้มาตรการภาษีต่างตอบแทนในวงกว้างได้ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจโดยตรงแก่ประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีนำเข้า
คำตัดสินดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐต้องเร่งหากรอบกฎหมายอื่นมารองรับมาตรการภาษีใหม่ โดยเจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาการใช้ มาตรา 301 ซึ่งใช้จัดการกับการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของต่างประเทศ และมาตรา 232 ซึ่งเปิดทางให้จำกัดการนำเข้าเพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อฟื้นฟูระบบภาษีที่ทรัมป์เคยใช้ก่อนหน้านี้
ที่มา: CNBC





