นักเศรษฐศาสตร์เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยง “สแต็กเฟลชัน” เศรษฐกิจแย่ แต่เงินเฟ้อพุ่ง หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ พร้อมย้อนสงครามในอดีตที่ทำให้เกิด Stagflation มาแล้ว
โมฮัมเหม็ด เอล เอเรียน นักวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคชื่อดังและที่ปรึกษาหลักด้านเศรษฐกิจของอลิอันซ์ เปิดเผยกับซีเอ็นบีซีว่า เศรษฐกิจโลกอาจเผชิญแรงกดดันแบบ “สแต็กเฟลชัน” (Stagflation) หรือภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงและเศรษฐกิจชะลอตัวลง หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อและลุกลาม
เศรษฐกิจโลกสามารถผ่านพ้นความปั่นป่วนหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ในปี 2022 มาได้ แต่ความขัดแย้งล่าสุดในตะวันออกกลางอาจกลายเป็นแรงกระแทกที่รุนแรงเกินไปสำหรับเศรษฐกิจโลกที่เริ่มปรากฏรอยร้าวอยู่แล้ว
ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในอิหร่านกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินทั่วโลก หลังจากสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเมื่อวันเสาร์ โดยระหว่างการซื้อขายเมื่อวันอังคารที่ 3 มี.ค. ดัชนี S&P 500 ร่วงลงถึงกว่า 2.5% และดัชนีดาวน์โจนส์ร่วงลงมากกว่า 1,200 จุด และส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วเอเชียปิดลบอย่างหนักในวันพุธที่ 4 มี.ค. ดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลงหนักสุดเป็นประวัติการณ์ ปิดลบ 12.06% ขณะที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดลบ 2,033.51 จุด
เอล เอเรียนเตือนว่า ความปั่นป่วนในตลาดอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากสงครามยืดเยื้อและขยายวงกว้างไปทั่วตะวันออกกลาง ความขัดแย้งที่ยาวนานและเกี่ยวพันหลายฝ่ายอาจผลักดันให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก เข้าสู่ภาวะ “สแต็กเฟลชัน” (stagflation)
หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือ ผลกระทบต่อตลาดพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อิหร่านเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายสำคัญของทั้งสองประเภท แต่ความเสี่ยงหลักอยู่ที่สงครามอาจรบกวนการเดินเรือบรรทุกพลังงานผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งหากช่องแคบนี้ถูกปิดเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันและก๊าซที่ซื้อขายในตลาดโลกมากถึงหนึ่งในห้า
บ็อบ แมคแนลลี อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานของทำเนียบขาว กล่าวว่า การปิดช่องแคบเป็นเวลานานอาจนำไปสู่ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก" (Recession) อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากประเทศต่างๆ ต้องเร่งหาพลังงานจากแหล่งอื่น ขณะที่การขาดแคลนอุปทานจะผลักดันราคาให้พุ่งสูงทันที
เอล เอเรียนกล่าวว่า หากความขัดแย้งเกิดขึ้นเพียงระยะสั้นและจำกัดวง ราคาพลังงานและเงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นเพียงชั่วคราว แต่หากสงครามยืดเยื้อและขยายวงกว้าง ก็จะเร่งเงินเฟ้อ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
สำหรับเศรษฐกิจ "สหรัฐ" ความไม่มั่นคงในตะวันออกกลางยังเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เพราะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีพื้นที่ดำเนินนโยบายจำกัด
โดยปกติในช่วงเกิดภาวะช็อกด้านพลังงาน เฟดอาจลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อบรรเทาแรงกดดันทางเศรษฐกิจ แต่ก่อนหน้านี้ไม่นานเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนเพิ่งแสดงความเห็นในเชิงระมัดระวังต่อการลดดอกเบี้ยใหญ่ในปีนี้ เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ต่อเนื่องมาเป็นเวลา 5 ปี โดยข้อมูลล่าสุดในเดือนม.ค. ระบุว่า เงินเฟ้อสหรัฐอยู่ที่ 2.4%
ด้านอดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ เจเน็ต เยลเลน ก็แสดงความเห็นในทิศทางเดียวกันในการประชุมของ S&P Global ว่า เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้การลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรงมีความเป็นไปได้น้อย ไม่ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะพัฒนาไปอย่างไร
“ฉันคิดว่าสถานการณ์อิหร่านล่าสุดทำให้เฟดต้องชะลอการดำเนินนโยบายมากขึ้น และยิ่งลังเลที่จะลดดอกเบี้ยมากกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์นี้” เยลเลนกล่าว
ทั้งนี้ แม้ก่อนที่ความขัดแย้งในอิหร่านจะปะทุขึ้น ก็มีสัญญาณความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐอยู่แล้ว การเติบโตของจีดีพีชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมา ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่า นายจ้างในสหรัฐเพิ่มการจ้างงานเพียง 181,000 ตำแหน่งในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่ "ตลาดแรงงานอ่อนแรงที่สุด" นับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด
เอล เอเรียน ระบุว่าการโจมตีอิหร่านนับเป็นแรงกระแทกครั้งใหม่ต่อเศรษฐกิจโลก ที่ก่อนหน้านี้พิสูจน์แล้วว่ามีความยืดหยุ่นอย่างมาก
ในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในอิหร่านอาจดำเนินต่อไปอีก 4-5 สัปดาห์ และอาจยืดเยื้อกว่านั้นหากจำเป็น คำถามสำคัญคือ เศรษฐกิจโลกจะสามารถรับแรงกระแทกยาวนานเช่นนี้ได้หรือไม่ โดยไม่ถูกกดทับด้วยแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการเติบโตที่ชะงักงัน ซึ่งในมุมมองของเอล เอเรียน เป้นเรื่องยากที่เศรษฐกิจโลกจะหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะ "Stagflation" ได้
ย้อนอดีตจากสงครามสู่ภาวะ Stagflation
- สงคราม 'ยมคิปปูร์' ปี 1973
ตัวอย่างในอดีตชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเคยผลักเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ Stagflation มาแล้ว โดยกรณีที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ "สงครามยมคิปปูร์" (Yom Kippur War) ปี 1973 หรือสงครามใหญ่ระหว่างอิสราเอลกับพันธมิตรชาติอาหรับ ในครั้งนั้นบรรดาชาติอาหรับซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ ประกาศคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศตะวันตก ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นเกือบ 4 เท่าภายในเวลาไม่นาน
ผลที่ตามมาคือเงินเฟ้อในสหรัฐและยุโรปพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัวและการว่างงานเพิ่มขึ้น กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะ “เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจซบเซา” ที่รุนแรงที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
- สงครามอิรัก-หร่าน ทศวรรษ 1980
อีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงการปฏิวัติอิหร่านปี 1979 และสงครามอิหร่าน–อิรักในทศวรรษ 1980 ซึ่งทำให้การผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางหยุดชะงัก และผลักดันราคาน้ำมันโลกให้พุ่งขึ้นอีกระลอก โดยก่อนหน้านั้นในช่วงปี 1978 ราคาน้ำมันอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 14 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่หลังเกิดออยช์ช็อกจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่าสองเท่าไปอยู่ที่ประมาณ 35–39 ดอลลาร์/บาร์เรล ภายในปี 1980
วิกฤตพลังงานครั้งนั้นทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง หลายประเทศต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดอย่างหนักเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และกลายเป็นอีกช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันแบบ Stagflation จากวิกฤตพลังงาน





