วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

เตือนโลกเสี่ยง 'Stagflation' เศรษฐกิจก็แย่ เงินเฟ้อก็พุ่ง

เตือนโลกเสี่ยง 'Stagflation' เศรษฐกิจก็แย่ เงินเฟ้อก็พุ่ง

นักเศรษฐศาสตร์เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยง “สแต็กเฟลชัน” เศรษฐกิจแย่ แต่เงินเฟ้อพุ่ง หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ พร้อมย้อนสงครามในอดีตที่ทำให้เกิด Stagflation มาแล้ว

โมฮัมเหม็ด เอล เอเรียน นักวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคชื่อดัง และที่ปรึกษาหลักด้านเศรษฐกิจของอลิอันซ์ เปิดเผยกับซีเอ็นบีซีว่า เศรษฐกิจโลกอาจเผชิญแรงกดดันแบบ “สแต็กเฟลชัน” (Stagflation) หรือภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งสูง และเศรษฐกิจชะลอตัวลง  หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อและลุกลาม

เศรษฐกิจโลกสามารถผ่านพ้นความปั่นป่วนหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ในปี 2022 มาได้ แต่ความขัดแย้งล่าสุดในตะวันออกกลางอาจกลายเป็นแรงกระแทกที่รุนแรงเกินไปสำหรับเศรษฐกิจโลกที่เริ่มปรากฏรอยร้าวอยู่แล้ว

ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในอิหร่านกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินทั่วโลก หลังจากสหรัฐ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเมื่อวันเสาร์ โดยระหว่างการซื้อขายเมื่อวันอังคารที่ 3 มี.ค.69 ดัชนี S&P 500 ร่วงลงถึงกว่า 2.5% และดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงมากกว่า 1,200 จุด และส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วเอเชียปิดลบอย่างหนักในวันพุธที่ 4 มี.ค.69 ดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลงหนักสุดเป็นประวัติการณ์ ปิดลบ 12.06% ขณะที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดลบ 2,033.51 จุด

เอล เอเรียน เตือนว่า ความปั่นป่วนในตลาดอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากสงครามยืดเยื้อ และขยายวงกว้างไปทั่วตะวันออกกลาง ความขัดแย้งที่ยาวนาน และเกี่ยวพันหลายฝ่ายอาจผลักดันให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ และทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก เข้าสู่ภาวะ “สแต็กเฟลชัน” (stagflation)

หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือ ผลกระทบต่อตลาดพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อิหร่านเป็นผู้ผลิต และผู้ส่งออกรายสำคัญของทั้งสองประเภท แต่ความเสี่ยงหลักอยู่ที่สงครามอาจรบกวนการเดินเรือบรรทุกพลังงานผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งหากช่องแคบนี้ถูกปิดเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน และก๊าซที่ซื้อขายในตลาดโลกมากถึงหนึ่งในห้า

บ็อบ แมคแนลลี อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานของทำเนียบขาว กล่าวว่า การปิดช่องแคบเป็นเวลานานอาจนำไปสู่ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก" (Recession)  อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากประเทศต่างๆ ต้องเร่งหาพลังงานจากแหล่งอื่น ขณะที่การขาดแคลนอุปทานจะผลักดันราคาให้พุ่งสูงทันที

เอล เอเรียน กล่าวว่า หากความขัดแย้งเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น และจำกัดวง ราคาพลังงาน และเงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นเพียงชั่วคราว แต่หากสงครามยืดเยื้อและขยายวงกว้าง ก็จะเร่งเงินเฟ้อ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สำหรับเศรษฐกิจ "สหรัฐ" ความไม่มั่นคงในตะวันออกกลางยังเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เพราะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีพื้นที่ดำเนินนโยบายจำกัด 

โดยปกติในช่วงเกิดภาวะช็อกด้านพลังงาน เฟดอาจลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อบรรเทาแรงกดดันทางเศรษฐกิจ แต่ก่อนหน้านี้ไม่นานเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนเพิ่งแสดงความเห็นในเชิงระมัดระวังต่อการลดดอกเบี้ยใหญ่ในปีนี้ เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ต่อเนื่องมาเป็นเวลา 5 ปี โดยข้อมูลล่าสุดในเดือนม.ค. ระบุว่า เงินเฟ้อสหรัฐอยู่ที่ 2.4%

ด้านอดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ เจเน็ต เยลเลน ก็แสดงความเห็นในทิศทางเดียวกันในการประชุมของ S&P Global ว่า เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้การลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรงมีความเป็นไปได้น้อย ไม่ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะพัฒนาไปอย่างไร

“ฉันคิดว่าสถานการณ์อิหร่านล่าสุดทำให้เฟดต้องชะลอการดำเนินนโยบายมากขึ้น และยิ่งลังเลที่จะลดดอกเบี้ยมากกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์นี้” เยลเลน กล่าว

ทั้งนี้ แม้ก่อนที่ความขัดแย้งในอิหร่านจะปะทุขึ้น ก็มีสัญญาณความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐอยู่แล้ว การเติบโตของจีดีพีชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมา ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่า นายจ้างในสหรัฐเพิ่มการจ้างงานเพียง 181,000 ตำแหน่งในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่ "ตลาดแรงงานอ่อนแรงที่สุด" นับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด

เอล เอเรียน ระบุว่าการโจมตีอิหร่านนับเป็นแรงกระแทกครั้งใหม่ต่อเศรษฐกิจโลก ที่ก่อนหน้านี้พิสูจน์แล้วว่ามีความยืดหยุ่นอย่างมาก

ในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในอิหร่านอาจดำเนินต่อไปอีก 4-5 สัปดาห์ และอาจยืดเยื้อกว่านั้นหากจำเป็น คำถามสำคัญคือ เศรษฐกิจโลกจะสามารถรับแรงกระแทกยาวนานเช่นนี้ได้หรือไม่ โดยไม่ถูกกดทับด้วยแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการเติบโตที่ชะงักงัน ซึ่งในมุมมองของเอล เอเรียน เป็นเรื่องยากที่เศรษฐกิจโลกจะหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะ "Stagflation" ได้

ย้อนอดีตจากสงครามสู่ภาวะ Stagflation
 

  • สงคราม 'ยมคิปปูร์' ปี 1973

ตัวอย่างในอดีตชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเคยผลักเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ Stagflation มาแล้ว โดยกรณีที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ "สงครามยมคิปปูร์" (Yom Kippur War) ปี 1973 หรือสงครามใหญ่ระหว่างอิสราเอลกับพันธมิตรชาติอาหรับ ในครั้งนั้นบรรดาชาติอาหรับซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ ประกาศคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศตะวันตก ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นเกือบ 4 เท่าภายในเวลาไม่นาน 

ผลที่ตามมาคือ เงินเฟ้อในสหรัฐ และยุโรปพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัว และการว่างงานเพิ่มขึ้น กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะ “เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจซบเซา” ที่รุนแรงที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

  • สงครามอิรัก-อิหร่าน ทศวรรษ 1980

อีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงการปฏิวัติอิหร่านปี 1979 และสงครามอิหร่าน–อิรักในทศวรรษ 1980 ซึ่งทำให้การผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางหยุดชะงัก และผลักดันราคาน้ำมันโลกให้พุ่งขึ้นอีกระลอก โดยก่อนหน้านั้นในช่วงปี 1978 ราคาน้ำมันอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 14 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่หลังเกิดออยล์ช็อกจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่าสองเท่าไปอยู่ที่ประมาณ 35–39 ดอลลาร์/บาร์เรล ภายในปี 1980

วิกฤติพลังงานครั้งนั้นทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง หลายประเทศต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดอย่างหนักเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และกลายเป็นอีกช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันแบบ Stagflation จากวิกฤติพลังงาน

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์