วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ปิดฮอร์มุซ ‘ปุ๋ยจ่อขาดแคลน’ ราคาเสี่ยง ‘แพงขึ้นแรง’

ปิดฮอร์มุซ ‘ปุ๋ยจ่อขาดแคลน’ ราคาเสี่ยง ‘แพงขึ้นแรง’

สงครามตะวันออกกลาง เริ่มลามกระทบ ‘อาหารโลก’ หลังเส้นทาง ‘ปุ๋ย’ จากอ่าวเปอร์เซียสะดุด ทำให้ตลาดหวั่นปุ๋ยขาดแคลน ขณะที่ราคายูเรียพุ่งแรง นักวิเคราะห์เตือน หากวิกฤติยืดเยื้อ ต้นทุนเกษตรจะพุ่งและเสี่ยงกระทบผลผลิตทั่วโลก

ในขณะนี้ ความกังวลว่า “ปุ๋ยจะขาดแคลน” กำลังเพิ่มขึ้น หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านขยายวงกว้าง จนกระทบการผลิตและการขนส่งจาก “อ่าวเปอร์เซีย” ซึ่งเป็นทั้งแหล่งผลิตปุ๋ยสำคัญและเส้นทางขนส่งหลักของโลก

จอช ลินวิลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก StoneX เผยกับนิกเกอิ เอเชียว่า ปุ๋ยยูเรีย ประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณส่งออกทั่วโลก มาจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โดย “ยูเรีย” เป็นปุ๋ยไนโตรเจนที่ใช้มากที่สุด

แต่ตอนนี้ ผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ 3 ใน 10 ของโลก ได้แก่ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน ต่างติดชะงักอยู่หลังช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สถานการณ์มีแนวโน้มจะกลายเป็น “กรณีเลวร้ายที่สุด”

ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายมาก เพราะสหรัฐและออสเตรเลียกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลที่ต้องใช้ปุ๋ยจำนวนมาก

ลินวิลล์กล่าวว่า “สิ่งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของปี ไม่มีช่วงไหนที่ดีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ถือว่าแย่มากจริง ๆ”

ราคายูเรียที่ซื้อขายในตลาดนิวออร์ลีนส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง พุ่งขึ้น 50–80 ดอลลาร์ต่อตันในวันจันทร์ ทำให้ราคาขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 520–550 ดอลลาร์ต่อตัน ตามข้อมูลของ Argus บริษัทที่ติดตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์

ลินวิลล์กล่าวว่า “ต้องเป็นเหตุการณ์ระดับโลกที่รุนแรงมาก และความกังวลที่ส่งผลกระทบอย่างมหาศาล ถึงจะทำให้ราคาพุ่งแรงแบบนี้ได้” พร้อมเสริมว่า การตอบสนองของตลาดครั้งนี้ ถือว่า “สมเหตุสมผล” 

เขายังกล่าวว่า นักการเมืองกำลังพูดว่าสงครามอาจยืดเยื้อ หลายสัปดาห์ ไม่ใช่แค่ไม่กี่วัน และถ้ามองตามปฏิทินการเกษตร อีกประมาณ 4 สัปดาห์ โลกจะเข้าสู่ช่วงใส่ปุ๋ยฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ

ถ้าเรือบรรทุกปุ๋ยไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตอนนี้ ก็จะไปถึงปลายทางไม่ทันฤดูกาลเพาะปลูก

สำหรับผลกระทบ ไม่ได้มีแค่ปุ๋ย ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียยังเป็นแหล่งผลิต “ก๊าซธรรมชาติและแอมโมเนีย” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยของประเทศอื่น ๆ

เดนนิส วอซเนเซนสกี นักเศรษฐศาสตร์การเกษตรจาก Commonwealth Bank กล่าวว่า
สิ่งนี้จะยิ่งทำให้ต้นทุนการผลิตปุ๋ยทั่วโลกสูงขึ้น

วอซเนเซนสกีมองว่า ผลกระทบต่อเกษตรกรครั้งนี้ อาจหนักกว่าช่วงที่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 โดยในตอนนั้น ราคาปุ๋ยก็พุ่งขึ้นเช่นกัน แต่ราคาธัญพืชก็เพิ่มขึ้นด้วย เพราะยูเครนเป็นผู้ส่งออกธัญพืชรายใหญ่ของโลก

แต่ในกรณีของอิหร่าน ประเทศนี้แทบไม่ได้ส่งออกข้าวสาลีเลย ดังนั้นราคาธัญพืชจึงไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมาก ผลคือ เกษตรกรจะเจอสถานการณ์ที่ “รายได้ไม่เพิ่ม แต่ต้นทุนสูงขึ้น”

เขากล่าวว่า “กำไรของเกษตรกรจะถูกบีบ เพราะรายได้ไม่ได้เพิ่ม แต่ต้นทุนเพิ่ม”

ลินวิลล์เสริมว่า เกษตรกรอาจต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้ไนโตรเจนน้อยกว่า หรือยอมรับว่าผลผลิตจะลดลง

ในขณะเดียวกัน ข้อมูลการค้าระบุว่า ในปี 2025 ออสเตรเลีย นำเข้าปุ๋ยยูเรีย 64% จากประเทศในอ่าวเปอร์เซียอันได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และโอมาน

สตีเฟน แอนเนลส์ ประธาน Fertilizer Australia กล่าวว่า “ออสเตรเลียพึ่งพาการนำเข้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ฐานการผลิตของเราลดลงต่อเนื่อง ทำให้เรารู้สึกกังวลกับสถานการณ์แบบนี้ เพราะห่วงโซ่อุปทานของเราขึ้นอยู่กับตลาดโลก”

อ้างอิง: nikkei