IMF เตือน สงครามตะวันออกกลาง อาจกลายเป็น ‘ความเสี่ยงใหม่’ ของเศรษฐกิจโลก หากความขัดแย้งยืดเยื้อและราคาพลังงานพุ่งต่อเนื่อง โดยอาจกระทบทั้งเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องระมัดระวังมากขึ้นในการกำหนดนโยบายการเงิน
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือน สงครามตะวันออกกลาง อาจกระทบเศรษฐกิจโลก “ขึ้นอยู่กับว่ายืดเยื้อแค่ไหน”
เจ้าหน้าที่ระดับสูงอันดับสองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศกล่าวว่า ผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจโลก จะขึ้นอยู่กับ “ระยะเวลาของสงคราม และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมในภูมิภาค” โดยเฉพาะราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น จะเป็นเพียงระยะสั้น หรือจะสูงต่อเนื่อง
แดน แคตซ์ รองผู้อำนวยการ IMF กล่าวในงานประชุมด้านการเงินที่กรุงวอชิงตันว่า หากความขัดแย้งทำให้เกิดความไม่แน่นอนยาวนาน และราคาพลังงานได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ธนาคารกลางทั่วโลกก็มีแนวโน้มจะดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง และปรับตัวตามสถานการณ์
เขาระบุว่า สงครามครั้งนี้อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน เช่น เงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบได้อย่างชัดเจน
ก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน และเกิดการตอบโต้ทั่วภูมิภาค IMF เคยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะ “เติบโตประมาณ 3.3%” แม้จะมีแรงกดดันจากสงครามการค้าและภาษี แต่ยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
แคตซ์กล่าวว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงครามครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับระยะเวลา และพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต
ก่อนหน้านี้ IMF ระบุว่า กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อการค้าโลก กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น ความผันผวนของตลาดการเงิน
IMF ระบุในแถลงการณ์ว่า “สถานการณ์ยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางอยู่แล้ว”
แคตซ์กล่าวว่า IMF จะประเมินผลกระทบโดยตรงต่อภูมิภาค เช่น ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และการหยุดชะงักของอุตสาหกรรมสำคัญ
ส่วนอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ การท่องเที่ยว การบิน โครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต และโดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงาน
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีก หลังอิหร่านขู่ว่าจะโจมตีเรือที่ผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ”
น้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นราคามาตรฐานของโลก พุ่งขึ้นถึง 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นราว 15% จากวันศุกร์
แคตซ์มองว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นเพียงชั่วคราว ธนาคารกลางอาจยังไม่รีบปรับนโยบาย เพราะมักมองไปที่เงินเฟ้อพื้นฐานมากกว่า
แต่ถ้าราคาพลังงานพุ่งสูงต่อเนื่อง และทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อของประชาชนเริ่มไม่มั่นคง ธนาคารกลางก็อาจจำเป็นต้องเข้าแทรกแซง
เขายกตัวอย่างว่า เงินเฟ้อที่พุ่งแรงในปี 2022 หลังโควิด ส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบด้านพลังงานจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นและส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอื่น ๆ
ดังนั้น ธนาคารกลางทั่วโลกจึงน่าจะนำบทเรียนจากช่วงโควิดมาพิจารณาในการกำหนดนโยบายการเงิน ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้
อ้างอิง: reuters





