น้ำมันพุ่ง จุดกระแสวิกฤติ ‘เงินเฟ้อ’ ทั่วโลก
‘สหรัฐ-ยุโรป-จีน‘ จับตาสงครามอิหร่าน-อิสราเอลขยายวงกว้าง ดันราคาแตะ 108 ดอลลาร์ กระทบต้นทุนธุรกิจ ปัจจัยสำคัญแบงก์ชาติพิจารณาดอกเบี้ยนโยบาย
บลูมเบิร์กรายงานว่า สถานการณ์ความตึงเครียดจากความขัดแย้งในอิหร่านและอิสราเอล กำลังสร้างผลกระทบให้เกิดภาวะ “เงินเฟ้อ” ทั่วโลก จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
สัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ว่า เรื่องราวเลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้นคือ โรงกลั่นน้ํามันที่ใหญ่ที่สุดของซาอุดิอาระเบียปิดตัวลง กาตาร์ได้ปิดโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่องแคบฮอร์มุซเป็นอัมพาต ราคาน้ํามันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บรรดาหุ้นที่เกี่ยวข้องร่วงลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดมองว่าเฟดอาจไม่ลดดอกเบี้ย
จับตาผลกระทบ 'น้ำมันแพง‘
“ราคาน้ำมัน” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจผ่านหลายช่องทาง ทั้งเพิ่มต้นทุนให้กับผู้บริโภคและธุรกิจ ลดกำลังซื้อ และฉุดรั้งการเติบโต นอกจากนี้ยังทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ผลักดันราคาสินค้าขนส่ง และสินค้าใดๆ ก็ตามที่มีปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบให้สูงขึ้น
- ยุโรป
ในยุโรป ราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็จ จะส่งทำให้เศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย
ยุโรปและอังกฤษ ไม่มีแหล่งผลิตพลังงานขนาดใหญ่ มาช่วยลดผลกระทบในช่วงที่ราคาน้ำมันแพงขึ้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจึงรุนแรงกว่า โดยคาดว่า GDP ของยูโรโซนจะหดตัว 0.6% และอังกฤษ 0.5%
นอกจากนี้ ยุโรปยังเสี่ยงซ้ำซ้อนจาก ราคาก๊าซธรรมชาติ ที่จะพุ่งสูงหากการผลิตในกาตาร์หยุดชะงัก
ในขณะเดียวกัน เมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นกว่า 1.1% ธนาคารกลางเหล่านี้อาจถูกบังคับให้ต้อง หยุดลดดอกเบี้ยหรือปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วต้องดิ่งเหวลงไปอีก
- จีน
ด้านจีน การสิ้นสุดการนำเข้าน้ำมันราคาถูกจากจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างอิหร่านและเวเนซุเอลา จะยิ่งกดดันต่อต้นทุนผลิตในประเทศ หากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงถึง 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จีนจะเลี่ยงผลกระทบไม่พ้น โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8%
แม้ผลกระทบต่อ GDP อาจจะไม่รุนแรงนัก แต่นี่คือ "ปัจจัยลบซ้ำซ้อน" เพราะเศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญศึกสองด้านอยู่แล้ว ทั้งจาก สงครามภาษีของทรัมป์ และ วิกฤติฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ที่ยังไม่ฟื้นตัว
- สหรัฐ
ส่วนสหรัฐ สถานการณ์นี้อาจส่งผลต่อการตัดสินใจ “ดอกเบี้ยนโยบาย” ของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทรัมป์พยายามกดดันให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มสูงขึ้นจากสงคราม
หากราคาน้ำมันพุ่งแตะ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แบบจำลองเศรษฐกิจชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐจะเพิ่มขึ้นอีก 0.8% จนไปแตะระดับ สูงกว่า 3% ซึ่งเกินเป้าหมายที่ 2% ของเฟดอย่างมาก ซึ่งจะทำให้เฟดต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรืออาจถูกบีบให้ "ขึ้นดอกเบี้ย" หากคุมเงินเฟ้อไม่อยู่
แบงก์ชาติทั่วโลกจับตา ‘เงินเฟ้อ’
สำหรับ “ธนาคารกลาง” สิ่งสำคัญคือขนาดของผลกระทบ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ "ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเงินเฟ้อ" ว่ายังคงนิ่งอยู่หรือไม่
หากผู้คนเชื่อว่าราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ผู้นำธนาคารกลางอย่างประธานเฟด “เจโรม พาวเวลล์” และประธานธนาคารกลางยุโรป “คริสติน ลาการ์ด” และคณะผู้บริหารมองข้ามผลกระทบชั่วคราวต่ออัตราเงินเฟ้อ และมุ่งเน้นไปที่ความเสี่ยงต่อการเติบโต ซึ่งอาจนำไปสู่การ “ลดดอกเบี้ย” ได้
แต่หากความเชื่อมั่นพังทลายจนนำไปสู่การเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้นและการแห่ขึ้นราคาสินค้าเป็นทอดๆ จนเกิดวงจรเงินเฟ้อรุนแรง ธนาคารกลางก็อาจถูกบีบให้ต้อง "ขึ้นอัตราดอกเบี้ย" เพื่อสกัดกั้นวิกฤตแทน
‘บลูมเบิร์ก’ วิเคราะห์สถาการณ์
ตั้งแต่วันแรกที่เกิดการโจมตี บลูมเบิร์กอีโคโนมิกส์ได้คาดการณ์สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ผละกระทบทางเศรษฐกิจ และอนาคตของอิหร่าน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าราคาน้ำมันอาจกลับมาอยู่ที่ระดับ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเศรษฐกิจโลกก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เมื่อสหรัฐและอิหร่านสามารถหาทางออกของความขัดแย้งนี้ได้
บลูมเบิร์กอีโคโนมิกส์ คาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่อาจปานปลายจากคำเตือนของทรัมป์ที่เอ่ยว่า “การโจมตีครั้งใหญ่” ที่กำลังจะเกิดขึ้นของอิสราเอลที่มุ่งเป้าไปที่การล่มสลายของสาธารณรัฐอิสลาม ส่วนเตหะรานก็เดิมพันว่าสามารถอยู่ได้นานกว่าฝ่ายตรงข้ามได้
หากการต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป อิหร่านอาจพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงกลั่นน้ำมัน ท่าเรือ และท่อส่งน้ำมัน จนเกิดไฟไหม้หรือเสียหายหนัก ส่งผลให้การผลิตพลังงานต้องหยุดชะงัก
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีปริมาณน้ำมันดิบไหลผ่านถึง 20% ของโลก
บลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ วิเคราะห์จากการศึกษาความผันผวนของตลาดในอดีตพบว่า หากปริมาณน้ำมันหายไปจากตลาดเพียง 1% จะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันทีราว 4%
ดังนั้น หากเส้นทางนี้ถูกปิดตายเป็นเวลานาน ราคาน้ำมันอาจกระโดดสูงขึ้นถึง 80% จากราคาเดิมก่อนเกิดสงคราม หรือดีดตัวขึ้นไปแตะระดับ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คาดว่าราคาน้ำมันจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงลิ่วเช่นนี้ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีหรือช่วงไตรมาสที่ 4
รวมทั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นมีขอบเขตที่กว้างมาก ทำให้ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน แต่หากผลกระทบอยู่ในวงจำกัด หรือความขัดแย้งมีระยะเวลาสั้นกว่าที่คาดไว้ ราคาน้ำมันก็อาจจะไม่ได้พุ่งแรง หรือเพิ่มขึ้นเพียงระยะสั้นเท่านั้น
อ้างอิง Bloomberg





