ท่ามกลางตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลายประเทศในเอเชียเร่งออกมาสร้างความมั่นใจว่า ‘พลังงานยังพอใช้ได้ อย่างน้อย 1 เดือน’ แต่นักวิเคราะห์เตือนว่า หากสงครามยืดเยื้อเกิน 1 เดือน ความเสี่ยงอาจไม่ใช่การขาดแคลนทันที แต่คือราคาพลังงานที่แพงขึ้นก่อน
ท่ามกลางภาวะสงครามตะวันออกกลาง รัฐบาลหลายประเทศในเอเชียพยายามออกมายืนยันกับประชาชนและตลาดการเงินว่า “ยังมีน้ำมันและก๊าซสำรองเพียงพอที่จะรับมือได้” หากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อหลายสัปดาห์
ดีพาลี บาร์กาวา หัวหน้าฝ่ายวิจัยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ ING ระบุว่า “ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าเอเชียยังสามารถรับมือกับการปรับขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงล่าสุดได้ เพราะเงินเฟ้อในหลายประเทศ ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำและควบคุมได้”
อย่างไรก็ตาม เธอชี้ว่า คำถามสำคัญจริง ๆ คือ ราคาน้ำมันจะขึ้นสูงแค่ไหน และจะอยู่ในระดับสูงนานแค่ไหน เพราะปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะรุนแรงเพียงใดในที่สุด
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ในปี 2025 มีน้ำมันดิบประมาณ 13.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่ขนส่งผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” คิดเป็นประมาณ 30% ของการค้าขายน้ำมันทางทะเลทั่วโลก และในจำนวนนั้น มากกว่า 80% ถูกส่งไปยังประเทศในเอเชีย
ประเทศที่นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบนี้มากที่สุดคือ “จีน” โดยนำเข้าประมาณ 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น มากกว่า 30% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของจีน ตามข้อมูลของบริษัทข้อมูลสินค้าโภคภัณฑ์ Kpler
รองลงมาคือ อินเดีย ประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ญี่ปุ่น ประมาณ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเกาหลีใต้ ประมาณ 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ในส่วนของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ก็มีลักษณะคล้ายกัน โดยจาก LNG จำนวน 82.3 ล้านตันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มากกว่า 80% ถูกส่งไปยังประเทศในเอเชียเช่นกัน ซึ่งจีนและอินเดีย เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด
ก๊าซ LNG ส่วนใหญ่ที่ผ่านช่องแคบนี้มาจาก “กาตาร์” ซึ่งเป็นผู้ส่งออก LNG รายใหญ่อันดับสองของโลก และคิดเป็นประมาณ 20% ของการส่งออก LNG ทั่วโลก โดยก๊าซทั้งหมดของกาตาร์ต้อง ผ่านช่องแคบฮอร์มุซก่อนออกสู่ตลาดโลก
แม้จะมีความเสี่ยงดังกล่าว แต่ประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากเส้นทางนี้ต่าง รีบออกมายืนยันว่าไม่น่าจะเกิดการขาดแคลนเชื้อเพลิง
รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า “ญี่ปุ่น” มีน้ำมันสำรองพอใช้ประมาณ 254 วัน และบริษัทสาธารณูปโภคยังมีก๊าซ LNG สำรองพอใช้ประมาณ 3 สัปดาห์
ด้าน “เกาหลีใต้” ระบุว่า ประเทศมีน้ำมันสำรองเพียงพอ สามารถรองรับความต้องการพลังงานได้ อย่างน้อยหลายเดือน
ส่วน “จีน” มีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ถึง 1.5 พันล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอสำหรับรองรับการนำเข้าน้ำมันได้ประมาณ 200 วัน ตามข้อมูลของไมเคิล เฮก หัวหน้าฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกของธนาคารลงทุน Societe Generale
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์จากบริษัทข้อมูลพลังงาน Kpler ระบุว่า จีนน่าจะกลับไปซื้อน้ำมันรัสเซียมากขึ้นแทน
ด้าน “อินเดีย” รัฐมนตรีน้ำมันและก๊าซของอินเดียบอกกับรัฐสภาว่า อินเดียมีน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ประมาณ 74 วัน ซึ่งรวมถึงน้ำมันที่เก็บไว้ในถ้ำเก็บน้ำมันใต้ดิน โรงกลั่นน้ำมัน และคลังเก็บน้ำมันลอยน้ำในท่าเรือของประเทศ
ส่วน “ฟิลิปปินส์” กล่าวเมื่อวันอังคารว่า ประเทศมีพลังงานสำรองเพียงพอเกือบ 2 เดือน
ขณะที่รัฐมนตรีพลังงานและทรัพยากรแร่ของ “อินโดนีเซีย” ระบุว่า คลังเชื้อเพลิงของประเทศมี เพียงพอสำหรับประมาณ 20 วัน และยืนยันว่า แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะรุนแรงขึ้น ก็จะ ไม่กระทบต่อโครงการอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศ
สำหรับ “ไทย” นายกฯอนุทินยืนยันว่า ไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพออย่างน้อย 60 วัน โดยผลกระทบยังสามารถบริหารจัดการได้
อ้างอิง: nikkei





