จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า 'ช่องแคบฮอร์มุซ' ถูกปิด ปริมาณน้ำมันอาจลดลง? ระบบโลจิสติกส์เปลี่ยน ต้นทุนขนส่งแพงขึ้น เงินเฟ้อพุ่ง สะเทือนเศรษฐกิจโลก?!
การหยุดชะงักใน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก หลังจาก อิสราเอลสหรัฐโจมตีอิหร่าน อาจไม่จำกัดอยู่แค่ในอ่าวเปอร์เซียเท่านั้น นักวิเคราะห์บอกว่า อาจก่อให้เกิด ภาวะเงินเฟ้อ ครั้งใหญ่ต่อ เศรษฐกิจโลก ทำให้การกำหนดนโยบายการเงินซับซ้อน และสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินของประเทศที่นำเข้าพลังงาน
ทัสนิม สำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่า ช่องแคบฮอร์มุซปิดแล้ว หลังจากอิหร่านถูกโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ 28 ก.พ. เรือต่างๆ บริเวณช่องแคบก็บอกว่า สถานีวิทยุ VHF ได้รับการแจ้งเตือนจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่านว่า ไม่อนุญาตให้เรือลำใดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ต่อมาในวันอาทิตย์ที่ 1 มี.ค. เจ้าหน้าที่โอมานกล่าวว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกโจมตีนอกท่าเรือคาสับ หนึ่งในท่าเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และยังไม่ชัดเจนว่าฝ่ายใดโจมตี
แล้วถ้าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริง และถูกปิดเป็นเวลานาน หากสงครามยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง เว็บไซต์ Wired สรุปไว้ดังนี้
ทำไมช่องแคบนี้สำคัญ?
ข้อมูลจากสำนักงานข้อมูลพลังงานของสหรัฐแสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันและปิโตรเลียมราว 20 บาร์เรลขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในแต่ละวันในปี 2024 คิดเป็นปริมาณราว 1 ใน 5 ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก
เส้นทางเดินเรือนี้มีความสำคัญต่อตลาดก๊าซด้วย โดยก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 20% ของโลกขนส่งผ่านเส้นทางที่เชื่อมอ่าวกับมหาสมุทรเปิด
ทั้งนั้น ในทางปฏิบัติ การหยุดชะงักของช่องแคบจะส่งผลให้ปริมาณพลังงานส่วนสำคัญของโลกหายไปจากตลาดโลกแทบจะในทันที
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าช่องแคบนี้ถูกปิด
เว็บไซต์ Wired ระบุว่า ไม่มีระบบการส่งออกทางเลือกอื่นใดที่มีขนาดรองรับขนาดการขนส่งของช่องแคบฮอร์มุซได้ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ก็บริหารพลังงานผ่านท่อส่ง แต่ครอบคลุมปริมาณน้ำมันเพียงบางส่วนของอ่าวเปอร์เซียเท่านั้น ในขณะที่อิรัก คูเวต และกาตาร์ ยังขาดช่องทางขนส่งทางเลือก
หากช่องแคบนี้ถูกปิด การส่งออกน้ำมัน ส่วนใหญ่ของอ่าวอาจถูกตัดขาดจากโลกเกือบทั้งหมดในทันที
นักวิเคราะห์บอกว่า ซาอุดีอาระเบียและยูเออีเอง ก็อาจผลักดันการขนส่งผ่านท่อส่งได้อย่างจำกัด ดังนั้น การส่งออกน้ำมันราว 2 ใน 3 ของอ่าวอาจหยุดชะงัก
ตลาด LNG อาจได้รับผลกระทบ กาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวรายใหญ่สุดของโลก อาจเดือดร้อน เพราะพึ่งพาการส่งออกก๊าซเกือบทั้งหมดผ่านช่องแคบฮอรูมุซ และผู้ซื้อเอเชียอาจสูญเสียซัพพลายเออร์สำคัญภายใน 2-3 วัน
เศรษฐกิจเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และอินเดีย ที่พึ่งพาการนำเข้า LNG เพื่อผลิตไฟฟ้าก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน
ขณะที่การนำเข้าน้ำมันจากที่อื่น เช่น จากแอตแลนติก อาจต้องรอนาน เพราะการขนส่งจากที่นั่นใช้เวลานานกว่า และมีต้นทุนที่สูงกว่ามาก ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น
ผู้บริโภคได้รับผลกระทบอย่างไร
บทเรียนในประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่า การสูญเสียซัพพลายน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
หากเกิดเช่นนั้น ผลกระทบจะตกไปถึงผู้บริโภคทั่วโลกอย่างรวดเร็วเช่นกัน อาทิ ราคาก๊าซพุ่ง ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น และต้นทุนการคมนาคมสูงขึ้น และทำให้ราคาสินค้าและอาหารพุ่งสูงขึ้นตามมา
โดยปกติตลาดการเงินก็จะตอบสนองก่อนที่ภาวะขาดแคลนสินค้าจริงจะปรากฏขึ้น โดยดูได้จากราคาน้ำมันล่วงหน้าจะปรับตัวสูงขึ้น หุ้นในภาคการขนส่งอ่อนตัวลง และสกุลเงินของผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่จะแข็งค่าขึ้น เนื่องจากผู้ค้าได้ประเมินความเสี่ยงของการหยุดชะงักไว้แล้ว
แม้ปริมาณสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์อาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้ แต่การปล่อยน้ำมันออกมาต้องใช้เวลาและไม่สามารถทดแทนน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียได้อย่างเต็มที่
สำหรับประเทศในอ่าวเปอร์เซีย การหยุดส่งออกน้ำมันจะส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วต่อการเงินของรัฐบาล ประเทศต่างๆ เช่น อิรัก คูเวต และกาตาร์ ซึ่งพึ่งพารายได้จากน้ำมันอย่างมากในการใช้จ่ายของภาครัฐ และคลังเก็บน้ำมันอาจเต็มอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตต้องลดผลผลิตและสูญเสียรายได้
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการขนส่งจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงน้ำมันเท่านั้น การเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือของเรือบรรทุกน้ำมัน การปรับราคาประกันภัย และเขตความเสี่ยงทางทะเล ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ค่าระวางขนส่งสินค้าเทกอง (bulk commodities) และสินค้าขนส่งตู้คอนเทนเนอร์สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ทั่วโลกด้วย





