‘จีน’ เจ็บหนักสุดในสมรภูมิ ‘อิหร่าน-อิสราเอล’ สหรัฐรุกคืบตัด ‘เส้นเลือดใหญ่’ พลังงานจีน บีบพ้นตะวันออกกลาง-ลาตินอเมริกา จ่อสูญเสียแหล่งน้ำมันราคาถูก
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ในบรรดาประเทศมหาอำนาจ “จีน” ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้สูญเสียมากที่สุด ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงใน ตะวันออกกลาง
โรงกลั่นน้ำมันจีน จะได้รับผลกระทบหาก การขนส่งน้ำมันดิบ จากอิหร่านหยุดชะงัก เนื่องจาก Rich Kelly จาก TD Securities ระบุว่า จีนต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบอิหร่านสูงถึง 99% คิดเป็นสัดส่วน 13% ของการนำเข้าน้ำมันทางทะเลทั้งหมดของจีนในปี 2568 การหยุดชะงักของอุปทานจะทำให้จีนสูญเสียแหล่งพลังงานราคาถูก ใน
“จีนจะสูญเสียแหล่งน้ำมันราคาถูกอีกแหล่งหนึ่งไป ส่งผลให้ความต้องการพลังงานจากทั้งจีน และอินเดีย มีแนวโน้มไหลไปสู่ "น้ำมันดิบอูราล" ของรัสเซียแทน”
ขณะที่ สหรัฐจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าเพราะเป็นผู้ผลิตน้ำมันเอง ส่วนประเทศผู้ส่งออกอย่าง รัสเซีย แคนาดา และนอร์เวย์ จะกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคานี้แทน
ราคาน้ำมันจ่อพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์
“น้ำมัน” คือ กลไกหลักที่จะส่งผ่านผลกระทบสู่เศรษฐกิจโลก โดย ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ พุ่งแตะระดับเหนือ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2568
Ziad Daoud และ Dina Esfandiary นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Economics เตือนว่าหากการผลิตของอิหร่าน ซึ่งมีสัดส่วน 5% ของโลก หยุดชะงักลงทั้งหมด ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นอีก 20% และในกรณีเลวร้ายที่สุดหากมีการปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ราคาน้ำมันอาจทะยานสูงถึง 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะเดียวกัน นักลงทุนเริ่มเทขายหุ้น และหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐ และทองคำ ส่งผลให้ประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศต่ำ ตกอยู่ในภาวะเปราะบางต่อการไหลออกของเงินทุนอย่างกะทันหัน และการอ่อนค่าของสกุลเงิน โดยเฉพาะใน อาร์เจนตินา ศรีลังกา ปากีสถาน และตุรกี ซึ่งล่าสุดธนาคารกลางตุรกีต้องประกาศระงับการประมูลพันธบัตรเพื่อพยุงเสถียรภาพตลาด
กระทบสัมพันธ์ ‘จีน-สหรัฐ’
หลังจากการโจมตีทางทหารของสหรัฐ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลาม “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” เสียชีวิต
รัฐมนตรีต่างประเทศจีน หวัง อี้ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า “การสังหารผู้นำของประเทศอธิปไตยอย่างเปิดเผย และการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”
เหตุการณ์ความไม่สงบครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เปราะบาง ก่อนที่ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” จะให้การต้อนรับประธานาธิบดีทรัมป์ ณ กรุงปักกิ่ง
นักวิเคราะห์จาก TD Securities เขียนว่า “สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ในระยะสั้นซับซ้อนยิ่งขึ้นคือ ความไม่แน่นอนในระดับโลกที่เพิ่มขึ้นในวงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อด้านอุปสงค์ของเศรษฐกิจ”
สะท้อน ‘สหรัฐ’ ตัดเส้นเลือดใหญ่ ‘จีน’
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Al Jazeera รายงานหลักฐานสำคัญว่า เมื่อวันที่ 2 ม.ค.69 ที่ผ่านมา กองกำลังพิเศษของสหรัฐได้บุกจับกุมประธานาธิบดี “นิโคลัส มาดูโร” ถึงฐานทัพเวเนซุเอลา
ไม่นานหลังจากนั้น สำนักข่าวซินหัว ของทางการจีนได้ออกมาประณามปฏิบัติการดังกล่าวว่าเป็น "พฤติกรรมความเป็นเจ้าโลกที่เปลือยเปล่า"
ปฏิบัติการนี้กระทบต่อจีนโดยตรง เนื่องจาก Center on Global Energy Policy (CGEP) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยด้านนโยบายพลังงานระดับโลกระบุว่า สถาบันการเงินของจีน ได้ให้เงินกู้แก่เวเนซุเอลาประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ผ่านสัญญาเงินกู้ 17 ฉบับ ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของเงินกู้จากจีนที่ให้แก่ลาตินอเมริกา ณ ปี 2566
สถานการณ์นี้ ทำลายพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของจีนในลาตินอเมริกา เพื่อยึดครองเขตอิทธิพลตาม "หลักการทรัมป์" ที่ต้องการขจัดอำนาจต่างชาติออกจากซีกโลกตะวันตก
ล่าสุดในซีกโลกตะวันออก รอยเตอร์ยืนยันว่าการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐ
เหตุการณ์นี้ถือเป็นความสูญเสียทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของปักกิ่ง เนื่องจากข้อมูลจาก Kpler และสำนักข่าว Reuters ระบุว่าจีนพึ่งพาน้ำมันจากอิหร่านอย่างหนัก โดยซื้อน้ำมันมากถึง 80% ของยอดส่งออกทั้งหมดของอิหร่าน ซึ่งคิดเป็น 13.4% ของการนำเข้าน้ำมันทางเรือทั้งหมดของจีน เพื่อรักษาต้นทุนการผลิตในประเทศให้ต่ำ
ขณะเดียวกัน การล่มสลายของผู้นำอิหร่านยังทำให้ข้อตกลงความร่วมมือระยะยาว 25 ปี มูลค่า 400,000 ล้านดอลลาร์ ที่จีนวางแผนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และพลังงานต้องอยู่ในความเสี่ยง
นอกจากปฏิบัติการทางทหารแล้ว สหรัฐยังใช้มาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจเพื่อตัดเส้นเลือดใหญ่ของจีน โดยเว็บไซต์คณะมนตรีแอตแลนติก รายงานว่าสหรัฐได้เริ่มปฏิบัติการยึดเรือบรรทุกน้ำมันใน "กองเรือเงา" (Shadow Fleet) ซึ่งเป็นเครือข่ายเรือบรรทุกน้ำมันเก่าที่ขนส่งน้ำมันผิดกฎหมายระหว่างอิหร่าน รัสเซีย จีน และเวเนซุเอลา โดยยึดเรือไปแล้วอย่างน้อย 7 ลำตั้งแต่ปลายปี 2568
การยึดเรือเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานของจีนอย่างมหาศาล โรงกลั่นอิสระขนาดเล็กในมณฑลซานตง (Teapot Refineries) ซึ่งพึ่งพาน้ำมันราคาถูกจากอิหร่าน และเวเนซุเอลา ต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลน และต้องหันไปซื้อน้ำมันจากรัสเซียแทนในราคาที่สูงกว่า
ข้อมูลจาก Vortexa บ่งชี้ว่าในเดือนก.พ.69 จีนนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มขึ้น 370,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณที่ขาดหายไปจากเวเนซุเอลา แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวเพื่อรักษาความมั่นคงของอุปทาน
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าสหรัฐกำลังใช้กำลังบีบให้จีนสูญเสียแหล่งพลังงานราคาถูก และโครงการ BRI ของจีน
อ้างอิง Bloomberg atlanticcouncil energypolicy businesstoday
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





