วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

MONEY AND STOCK MARKET REVIEW วันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2569

MONEY AND STOCK MARKET REVIEW วันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2569

เงินบาทแข็งค่าขึ้นจากแรงหนุนของราคาทองคำ ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปิดเหนือ 1,500 จุด หลังกนง. มีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย

สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท

• เงินบาทแข็งค่าตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและสถานะซื้อสุทธิหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ

เงินบาทแข็งค่าผ่านแนว 31.00 ในช่วงต้นสัปดาห์ ไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์ที่ระดับ 30.97 บาทต่อดอลลาร์ฯ (แข็งค่าสุดนับตั้งแต่ 29 ม.ค. 2569) โดยเงินบาทมีแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงขายท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ

หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินยกเลิกภาษีที่ออกภายใต้กฎหมาย IEEPA อย่างไรก็ดี ปธน.ทรัมป์ทำให้ประเด็นนี้มีความซับซ้อนมากขึ้นด้วยการประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าที่อัตรา 10% กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกภายใต้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี ค.ศ. 1974 ซึ่งเริ่มมีผลเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา

เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงช่วงสั้น ๆ กลางสัปดาห์ หลังกนง. สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 bps. ไปที่ 1.00% แต่กรอบการอ่อนค่าของเงินบาทเป็นไปอย่างจำกัดเนื่องจากราคาทองคำในตลาดโลกยังปรับตัวขึ้น และต่างชาติยังซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยต่อเนื่อง

MONEY AND STOCK MARKET REVIEW วันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2569

• ในวันศุกร์ที่ 27 ก.พ. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 31.19 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (20 ก.พ.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 23-27 ก.พ. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,399 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows ตลาดพันธบัตรไทย 5,759 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 6,466 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 706.6 ล้านบาท)

• สัปดาห์ระหว่างวันที่ 2-6 มี.ค. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 30.70-31.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ปัจจัยเงินเฟ้อเดือน ก.พ. ของไทย การเมืองในประเทศ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติการเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM และ PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ รวมถึงตัวเลข การจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนก.พ. ดัชนีราคาส่งออกและนาเข้า ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนม.ค. รายงาน Beige Book ของเฟด รวมถึงตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนและจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนก.พ. ของจีน ญี่ปุ่น อังกฤษและยูโรโซน รวมถึงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 (final) และอัตราเงินเฟ้อเดือนก.พ. ของยูโรโซน ด้วยเช่นกัน

สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย

•  ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นขานรับปัจจัยบวกภายในประเทศ

SET Index แกว่งตัวกรอบแคบในช่วงแรก โดยแม้จะมีปัจจัยบวกจากประเด็นข่าวเกี่ยวกับศาลฎีกาสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้า (Reciprocal tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่กรอบการปรับขึ้นถูกจำกัดจากแรงขายทำกำไรหุ้นบิ๊กแคปรายตัว อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยดีดตัวขึ้นในเวลาต่อมา หลังมีรายงานข่าวว่ากกต. ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสส. เขตชุดแรกแล้ว ซึ่งกระตุ้นความหวังว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้ในเร็วๆ นี้

นอกจากนี้ ดัชนีหุ้นไทยยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากประเด็นที่กนง. มีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในรอบการประชุมช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการปรับลดดอกเบี้ยเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยดีดตัวขึ้นไปยืนเหนือแนว 1,500 จุด

MONEY AND STOCK MARKET REVIEW วันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2569

ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยแตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปีครึ่งที่ระดับ 1,545.31 จุดก่อนจะย่อตัวลงบางส่วนในช่วงท้ายสัปดาห์หลังปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรงก่อนหน้านี้ ประกอบกับมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากแรงขายเพื่อปรับพอร์ตตามการปรับ MSCI Rebalance ซึ่งมีผลในวันที่ 27 ก.พ. อนึ่ง หุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่งปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรงในสัปดาห์นี้ จากความคาดหวังว่าผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 จะขยายตัวได้ต่อเนื่อง

• ในวันศุกร์ที่ 27 ก.พ. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,528.26 จุด เพิ่มขึ้น 3.28% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 88,734.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.17% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 0.74% มาปิดที่ระดับ 231.10 จุด

• สัปดาห์ถัดไป (2-6 มี.ค. 69) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,500 และ 1,470 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,545 และ 1,555 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนก.พ. ของไทย ประเด็นการเมืองในประเทศ ประเด็นเกี่ยวกับนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และทิศทางเงินทุนต่างชาติ

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM และ PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ รวมถึงตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนก.พ. ดัชนีราคาส่งออกและนำเข้า ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนม.ค. รายงาน Beige Book ของเฟด รวมถึงตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนและจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนก.พ. ของจีน ญี่ปุ่น อังกฤษและยูโรโซน รวมถึงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 (final) และอัตราเงินเฟ้อเดือนก.พ. ของยูโรโซน ด้วยเช่นกัน