‘ปี 2027’ ถูกจับตาในรายงานข่าวกรองสหรัฐว่า อาจเป็น ‘เส้นตาย’ ที่จีนพร้อมบุกไต้หวัน เกาะเล็ก ๆ ที่โลกฝากอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลไว้แทบทั้งหมด ในฐานะผู้ผลิตชิปขั้นสูงเกือบทั้งโลก นี่คือจุดเสี่ยงของการล้มครืนของเศรษฐกิจโลก หากเกิดวิกฤติหรือถูกปิดล้อม ความเสียหายนี้ส่อหนักกว่าวิกฤติปี 2008 หลายเท่า
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ความมั่นคงสหรัฐพยายามเตือนเหล่าซิลิคอนแวลลีย์ว่า การพึ่งพาไต้หวันด้านชิปขั้นสูงมากเกินไป คือ “จุดล้มเดียว” ของเศรษฐกิจโลก
“ไต้หวัน” ซึ่งมีขนาดพอ ๆ กับจังหวัดใหญ่ในไทย 1-2 จังหวัด ผลิตชิปขั้นสูง “ราว 90–97% ของโลก” หากเกิดการปิดล้อมหรือความขัดแย้งทางทหาร อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐจะ “เป็นอัมพาต” ในทันที
หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานว่า คำเตือนนี้ไม่ได้พูดกันลอย ๆ ในสื่อ แต่เกิดขึ้นในห้องบรรยายลับ ทั้งที่กรุงวอชิงตันและซิลิคอนแวลลีย์ โดยผู้บริหารบริษัทระดับโลกอย่าง Apple, AMD และ Qualcomm ถูกเรียกเข้ารับฟังข้อมูลข่าวกรองสหรัฐ ซึ่งเผยข้อมูลลับสุดยอดล่าสุดว่า จีนมีแผนให้กองทัพพร้อมบุกยึดไต้หวัน “ภายในปี 2027”
รายงานลับฉบับหนึ่งที่สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Industry Association) จัดทำขึ้นในปี 2022 ให้กับสมาชิก ซึ่งรวมถึงบริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ระบุว่าหากขาดการจัดส่งชิปจากไต้หวัน จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ โดยผลผลิตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ อาจลดลงถึง 11% ซึ่งรุนแรงเป็นสองเท่าของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2008
คำถามคือ แล้วทำไมอุตสาหกรรมเทคฯ ยัง “ไม่ขยับ” เท่าที่ควร?
- แผนที่ไต้หวัน (ภาพ: Shutterstock) -
ความลังเลของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี
แม้จะมีการคำเตือน แต่บริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐ กลับลังเลที่จะเปลี่ยนฐานการผลิตออกจากไต้หวัน เนื่องจากหากผลิตในสหรัฐ จะ “มีราคาแพงขึ้นอย่างน้อย 25%” จากค่าแรง ค่าวัตถุดิบ และค่าธรรมเนียมอนุญาตต่างๆ
สำหรับไต้หวัน กว่าจะเป็นฮับผลิตชิประดับโลกได้ ใช้เวลาปั้นนานราว 50 ปี จนได้เป็นฐานผลิตชิปใน iPhone ผลิตชิปพื้นฐานมากถึงหนึ่งในสามของโลก ซึ่งใช้ในรถยนต์ รถแทรกเตอร์ เสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และเครื่องกระตุ้นหัวใจ รวมถึงครองตลาดชิป AI ขั้นสูงเกือบทั้งหมด
หัวใจของระบบนี้คือ บริษัท “Taiwan Semiconductor Manufacturing Corporation” (TSMC) ซึ่งไม่ได้แค่ผลิตมาก แต่ผลิต “ดีที่สุด” โดยมีเทคโนโลยีอันล้ำยุคที่สุด และเหนือกว่าคู่แข่งทั่วโลกอย่างชัดเจน นี่จึงทำให้การรื้อถอนโครงสร้างอุตสาหกรรมที่หยั่งรากลึกมายาวนานเช่นนี้ ไม่ได้ง่ายเหมือนการย้ายบ้าน
ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารจำนวนมากจดจ่อกับการแข่งขันอันดุเดือดในตลาดของตน และพยายามรักษาอัตรากำไรที่สูง จนการเผชิญหน้ากับความเสี่ยงเรื่องไต้หวันกลายเป็นเรื่องรอง และแม้บางบริษัทจะเริ่มลงมือแก้ไขในที่สุด แต่กว่าจะเห็นผลก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปี
“ทั้งอุตสาหกรรมต้องพูดว่า ‘เราจะทำเรื่องนี้ไปด้วยกัน’” บิล วิสแมน ผู้ร่วมดูแลฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกของบริษัทที่ปรึกษา McKinsey กล่าว แต่ในความเป็นจริง เขาระบุว่า ผู้บริหารจำนวนมากกลับคิดว่า “ ‘ถ้าเราซวย คนอื่นก็ซวยเหมือนกัน’ จึงไม่รีบลงมือทำอะไร”
ความเสี่ยงจีนบุกไต้หวัน ‘สูงมากเพียงใด’
ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2021 ทำเนียบขาวได้เรียกเหล่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์เข้าพบที่กรุงวอชิงตัน เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปลับเกี่ยวกับไต้หวัน ตามคำบอกเล่าของบุคคล 7 คนที่รับรู้เหตุการณ์ดังกล่าว
แพต เกลซิงเกอร์ จาก Intel และซีอีโอรายอื่น ๆ เดินเข้าสู่ห้องบรรยายสรุปในทำเนียบขาว และรับฟังเจ้าหน้าที่เตือนว่า หากเกิดการปิดล้อมหรือการรุกราน “ไต้หวันอาจต้องหยุดการผลิตชิปทั้งหมด”
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารหลายคนยังคงสงสัย สื่อมวลชนได้รายงานข้อมูลจำนวนมากที่รัฐบาลนำเสนอไปก่อนหน้านั้นแล้ว อีกทั้งพวกเขายังตั้งคำถามว่า “เหตุใดประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะตัดสินใจยึดไต้หวัน ในเมื่อการกระทำดังกล่าวย่อมสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจจีนเอง”
แต่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 เหตุผลดังกล่าวก็ถูกสั่นคลอนจากการที่ “รัสเซียบุกยูเครน”
ในระหว่างการประชุมทางโทรศัพท์ของทำเนียบขาวกับผู้บริหารบริษัทต่าง ๆ เกี่ยวกับกฎใหม่ที่จำกัดการขายชิปให้รัสเซีย เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐในรัฐบาลไบเดนกล่าวว่า การกระทำของรัสเซียชี้ให้เห็นว่า ประเทศต่าง ๆ อาจ “เลือกยึดครองดินแดน” แม้จะต้องแลกกับความเสียหายทางเศรษฐกิจของตนเองก็ตาม
“ถ้าคุณยังสงสัยว่า เผด็จการจะยอมให้เศรษฐกิจตัวเองเสียหาย เพื่อเป้าหมายทางการเมืองหรือการทหารหรือไม่ คุณอาจต้องทบทวนใหม่” ซัลลิแวนกล่าว พร้อมทั้งกระตุ้นให้อุตสาหกรรมประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันอย่างจริงจัง
นี่สะท้อนว่า ก่อนหน้านั้น ผู้บริหารบริษัทเทคฯจำนวนมากเชื่อว่า “จีนคงไม่บุกไต้หวัน เพราะนี่จะทำลายเศรษฐกิจจีนเอง”
แต่หลังจากรัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 โลกเห็นชัดว่า ผู้นำแบบอำนาจนิยมอาจตัดสินใจทำสงคราม แม้รู้ว่าจะต้องเจ็บตัวทางเศรษฐกิจก็ตาม
ความเสียหายจะหนักหน่วงขนาดไหน
หลังการประชุมทางโทรศัพท์ครั้งนั้น สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา McKinsey ให้เข้ามาศึกษาสถานการณ์ โดยเริ่มต้นจากคำถามพื้นฐานข้อหนึ่งว่า “จะเกิดอะไรขึ้นหากบริษัทต่าง ๆ ไม่สามารถจัดหาชิปจากเกาะแห่งนี้ได้”
บทสรุปของรายงานฉบับดังกล่าวเปิดด้วยแผนที่ไต้หวัน พร้อมอธิบายว่า เกาะแห่งนี้มีบทบาทสนับสนุนมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก (GDP) ราว 10 ล้านล้านดอลลาร์ ผลิตชิปสำหรับ iPhone และมากกว่าครึ่งหนึ่งของชิปหน่วยความจำที่ใช้ในรถยนต์ อีกทั้งยังเป็นผู้นำด้านการประกอบชิปสำหรับปัญญาประดิษฐ์
รายงานความยาวประมาณ 20 หน้าระบุว่า หากโรงงานในไต้หวันหยุดชะงัก ผลกระทบจะเกิดขึ้นทันที เศรษฐกิจทั่วโลกจะสั่นคลอน โดยในจีน ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) จะลดลงราว 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ในสหรัฐจะลดลงราว 2.5 ล้านล้านดอลลาร์
รายงานอื่น ๆ รวมถึงการประเมินของ Bloomberg Economics ซึ่งเป็นหน่วยวิจัยด้านเศรษฐกิจ คาดการณ์ว่า หากเกิดความขัดแย้งขึ้น ความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกอาจ “สูงเกินกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์” (ราว 310 ล้านล้านบาท)
ไบเดน VS ทรัมป์ สองยุทธศาสตร์ แต่เป้าหมายเดียวกัน
เมื่อไต้หวันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ “ความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ” ของสหรัฐ โดยเฉพาะในยุคปัญญาประดิษฐ์ สองประธานาธิบดีของสหรัฐได้ใช้วิธีที่แตกต่างกันในการรับมือความเสี่ยงนี้ นั่นคือ ไบเดนใช้ “เงินอุดหนุน” ส่วนทรัมป์ใช้ “ภาษีบีบคั้น” แม้ว่าทั้งสองจะอยู่กันคนละขั้วพรรค แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ “ดึงชิปกลับบ้าน”
- โมเดลแรก “รัฐอุดหนุน-ตลาดนำ” ของโจ ไบเดน
ย้อนไปในปี 2022 รัฐบาลไบเดนผลักดัน “กฎหมาย CHIPS and Science Act” มูลค่าราว 50,000 ล้านดอลลาร์ เป้าหมายชัดเจนคือ เป็นเงินอุดหนุนให้สร้างโรงงานผลิตชิปขั้นสูงในสหรัฐ สร้างงานเทคโนโลยีขั้นสูง ลดการพึ่งพาไต้หวัน และเสริมความมั่นคงแห่งชาติ
บริษัทที่ตอบรับ ได้แก่
- TSMC ของไต้หวัน ให้คำมั่นจะลงทุนมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโรงงานแห่งที่สองและสามในรัฐแอริโซนา ต่อจากที่เคยประกาศสร้างโรงงานแห่งแรกในช่วงสมัยแรกของทรัมป์
- Intel ให้คำมั่นจะขยายการลงทุนในรัฐแอริโซนา และลงทุนสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ในโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐโอไฮโอ
- Samsung ของเกาหลีใต้ ประกาศลงทุน 45,000 ล้านดอลลาร์ สร้างโรงงานสองแห่งที่เมืองเทย์เลอร์ รัฐเท็กซัส
- ปธน.โจ ไบเดน ลงนามในกฎหมาย CHIPS and Science Act ปี 2022 (ภาพ: Reuters) -
รัฐบาลหวังว่า “ถ้าสร้างโรงงานแล้ว ลูกค้าจะตามมา”
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่โผล่ขึ้นมาคือ โรงงานสร้างได้ แต่คำสั่งซื้อไม่มา
โมเดลนี้เจอปัญหาเชิงโครงสร้างทันที เพราะราคาชิปที่ผลิตในสหรัฐแพงกว่าไต้หวันอย่างน้อย 25% เทคโนโลยีล้ำสุดก็ยังอยู่ที่ไต้หวันก่อน และบริษัทเทคฯยังถูกแรงกดดันจากตลาดหุ้นให้รักษากำไร
กล่าวโดยง่ายคือ ผู้บริหารบริษัทเทคฯมองว่า “ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เป็นเรื่องอนาคต” แต่ “ต้นทุนแพงเป็นเรื่องปัจจุบัน”
ตลาดทุนจะลงโทษทันทีหากกำไรหด แต่ “ไม่มีใครลงโทษ” หากคุณยังไม่เร่งกระจายความเสี่ยงวันนี้
- โมเดลที่สอง “ภาษี-แรงกดดัน-ต่อรอง” ของปธน.ทรัมป์
หากไบเดนใช้ “ขนมหวาน” ทรัมป์เลือกใช้ “ไม้เรียว” เปลี่ยนแรงจูงใจจากสมัครใจ เป็น “ต้นทุนบังคับ”
ทรัมป์ประกาศแนวคิดภาษีเซมิคอนดักเตอร์สูงถึง 100% หากบริษัทไม่ย้ายการผลิตกลับสหรัฐ
นั่นทำให้สมการเปลี่ยนทันที หากผลิตในไต้หวันอย่างเดียว โดนภาษี 100% และยังเสี่ยงทั้งภูมิรัฐศาสตร์ด้วย แต่หากย้ายมาสหรัฐ โดนเพียงต้นทุนขึ้น 25%
จุดนี้เองที่บริษัทอย่าง Nvidia ต้องเริ่มประกาศซื้อชิปจากโรงงาน TSMC ในรัฐแอริโซนา และ TSMC ต้องเพิ่มการลงทุนในสหรัฐอีก 100,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงจะสร้างโรงงานผลิตชิปเพิ่มอีก 4 แห่งภายในปี 2028 ซึ่ง “เร็วกว่ากำหนดเดิม 2 ปี”
ขณะเดียวกัน ทิม คุก ซีอีโอของ Apple เข้าเยือนห้องทำงานรูปไข่ และให้คำมั่นว่าจะลงทุนเพิ่มอีก 100,000 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐ ซึ่งจะสนับสนุน TSMC และผู้ผลิตชิปรายอื่น ๆ ส่วนลิซ่า ซู ซีอีโอแห่ง AMD และ คริสเตียโน อามอน แห่ง Qualcomm ก็ให้คำมั่นจะผลิตชิป “ในอเมริกา” เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านั้น ทรัมป์ไม่ได้แค่กดดันบริษัทเอกชน แต่ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองกับรัฐบาลไต้หวันด้วย
เป้าหมายไม่ใช่แค่โรงงาน 1–2 แห่ง แต่ต้องการ “ดึงฐานจำนวนมาก” ออกมาจากไต้หวัน โดยรัฐมนตรีพาณิชย์ยุคทรัมป์ถึงกับตั้งเป้าให้ 40% ของการผลิตชิปไต้หวัน ย้ายมาอเมริกา
นี่ไม่ใช่นโยบายอุตสาหกรรมธรรมดา แต่นี่คือการ “จัดโครงสร้างใหม่ของซัพพลายเชนโลก”
แม้ทั้งสองประธานาธิบดีมีวิธีคนละอย่าง แต่สุดท้าย ทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมเดียวกันว่า ไต้หวันคือ “จุดเสี่ยง” ที่อเมริกาไม่สามารถปล่อยไว้ได้อีกต่อไป
- (ภาพ: Reuters) -
สุดท้ายแล้ว เกมนี้จะจบยังไง?
แม้จะมีการลงทุนรวมกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ในโรงงานชิปภายในปี 2030 แต่สหรัฐมีส่วนแบ่งการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก “เพียง 12%” เท่านั้น ตามข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ปัญหาสำคัญอีกข้อคือ ในขั้นตอนการผลิตชิป AI ขั้นสูง ยังต้องส่งกลับไปทำที่โรงงานในไต้หวันอยู่ดี
นี่แปลว่าซัพพลายเชนยังไม่ถูกตัดขาดจริง การย้ายโรงงานใช้เวลา 5–10 ปี แต่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อาจขยับเร็วกว่านั้น
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ ใครถูก ไบเดนหรือทรัมป์
แต่คือสหรัฐจะลดการพึ่งพาไต้หวันได้ “เร็วพอ” หรือไม่ ก่อนที่ปี 2027 อาจกลายเป็นปีที่โลกต้องเผชิญความจริง
อ้างอิง: semi, nytimes, war, cnbc, cnbc(2)





