วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกที่นั่งลำบาก ภาษีลดแต่ต้องเผชิญความเสี่ยงใหม่

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกที่นั่งลำบาก ภาษีลดแต่ต้องเผชิญความเสี่ยงใหม่

ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจได้ประโยชน์จากการที่ภาษีสหรัฐลดลงชั่วคราว แต่อย่าเพิ่งวางใจ นักวิเคราะห์เตือนว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังมีเครื่องมืออื่นคืนชีพนโยบายการค้าของเขา

เว็บไซต์แชนเนล นิวส์เอเชีย (ซีเอ็นเอ) รายงาน เหล่าผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มองคำพิพากษาล่าสุดของศาลฎีกาสหรัฐต่อมาตรการภาษีของทรัมป์ในแง่มุมต่างกัน คำตัดสินนี้จะส่งผลกระทบทางการเมือง และเศรษฐกิจอย่างไม่เท่ากันไปทั่วภูมิภาค แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปจนถึงมะนิลา

“ความแน่นอนคือ ความไม่แน่นอน” ลอว์เรนซ์ โลห์ จากวิทยาลัยธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวกับซีเอ็นเอ และว่าคำตัดสินของศาลฎีกาไม่สามารถหยุดยั้งทรัมป์ไม่ให้หาหนทางคงนโยบายการค้าของเขาไว้ได้

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.69) ศาลฎีกาสหรัฐพิพากษาว่าการที่ทรัมป์ใช้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจกำหนดภาษีศุลกากรตอบโต้เมื่อปีก่อนโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาคองเกรสขัดรัฐธรรมนูญ ทรัมป์จึงแก้เกมด้วยการใช้กฎหมายฉบับอื่นลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเก็บภาษีสินค้าจากทั่วโลก 10% และว่าจะขึ้นเป็น 15% แต่ยังไม่ได้สั่งการอย่างเป็นทางการ 

 

ภาษีหว่านแห 10% มีผลบังคับใช้แล้วในวันอังคาร (24 ก.พ.) แต่ใช้ได้เพียง 150 วันเท่านั้น หากจะขยายเวลาต้องให้สภาคองเกรสเห็นชอบ

นักวิเคราะห์ กล่าวว่า ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่โล่งใจกับคำพิพากษานี้ เกือบทุกประเทศเคยโดนภาษีอย่างน้อย 19% ธุรกิจในประเทศเหล่านี้อาจได้ประโยชน์ชั่วคราวจากการยกเลิก เมื่อผู้ส่งออกเร่งใช้ประโยชน์จากภาษีที่ลดลง

สิงคโปร์เป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อัตราภาษียังคงเดิมที่ 10% แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนรองนายกรัฐมนตรีกัน คิมยง จี้ให้สิงคโปร์เตรียมการรับสภาพแวดล้อมการค้าโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

“เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเราที่ต้องเตือนตัวเองต่อไป เราจำเป็นต้องเตรียมตัวสำหรับระยะยาว นี่คือ โลกใหม่ที่เรากำลังเผชิญ” รองนายกฯ กล่าว

ขณะเดียวกันหลายประเทศที่ลงนามข้อตกลงกับวอชิงตันไปแล้ว กำลังเผชิญแรงกดดันมากมายจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและนักวิจารณ์ให้ไปเจรจาใหม่เพื่อได้เงื่อนไขที่เป็นประโยชน์มากกว่าเดิม

อินโดนีเซีย-มาเลเซีย เรียกร้องเจรจาใหม่

ข้อตกลงภาษีระหว่างสหรัฐ-อินโดนีเซีย และมาเลเซียถูกวิจารณ์มากมายในประเทศ คนที่ไม่เห็นด้วยให้เหตุผลว่า วอชิงตันได้ประโยชน์มากเกินไป ขณะเดียวกันก็ทำลายอิสรภาพทางเศรษฐกิจ และอธิปไตยของชาติ 

มาเลเซียลงนามไปตั้งแต่เดือนต.ค. ขณะที่อินโดนีเซียเพิ่งลงนามเมื่อสัปดาห์ก่อน แม้ข้อตกลงยกเว้นภาษีให้สินค้าบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์มของอินโดนีเซีย และเซมิคอนดักเตอร์ของมาเลเซีย แต่ทั้งสองประเทศก็ต้องเปิดตลาดให้กับสินค้าสหรัฐมากด้วย

การอ่อนข้อยังรวมถึงข้อยกเว้นตามมาตรฐาน ใบรับรอง และข้อกำหนดอื่นๆ อีกมากมายที่มาเลเซีย และอินโดนีเซียต้องใช้กับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

ข้อตกลงดังกล่าวยังระบุเพิ่มเติมว่า อินโดนีเซีย และมาเลเซียอาจต้องเผชิญกับภาษีศุลกากรที่สูงขึ้น หากทั้งสองประเทศทำข้อตกลงทางการค้าใหม่ที่อาจเป็นอันตรายต่อ “ผลประโยชน์สำคัญ” ของวอชิงตัน ซึ่งผู้สังเกตการณ์หลายคนตีความว่าหมายถึงจีน

รัฐสภาของทั้งสองประเทศจะต้องให้สัตยาบันข้อตกลงจึงจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งรัฐบาลผสม 10 พรรคของประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต ไม่มีฝ่ายค้านที่ชัดเจน คาดว่าข้อตกลงจะผ่านสภาผู้แทนราษฎรอย่างง่ายดาย

แต่ในมาเลเซีย หนทางอาจไม่ราบรื่น ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น สส.ห้าคนจากแนวร่วมฝ่ายค้านพีเคยื่นฟ้องต่อศาลกลางให้ตัดสินความถูกต้องของข้อตกลง โดยอ้างเหตุผลว่า ลงนามโดยที่สภายังไม่อนุมัติ

แม้แต่ในแนวร่วมรัฐบาลผสมเองก็มีเสียงวิจารณ์ เมื่อวันจันทร์ (23 ก.พ.69) สส.สี่คนจากพรรคพีเคอาร์ของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม เรียกร้องให้ระงับการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนสหรัฐ-มาเลเซีย

แต่แม้มีเสียงเรียกร้องมากขึ้นให้เจรจาใหม่หรือยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว ทางการทั้งสองประเทศยังคงปกป้องข้อตกลงที่ทำกับวอชิงตัน

โจแอนน์ ลิน นักวิจัยอาวุโส และผู้ประสานงานศูนย์ศึกษาอาเซียนแห่งสถาบัน ISEAS–Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ประเทศที่ได้ลงนามในข้อตกลงต่างตอบแทนกับสหรัฐแล้วรวมถึงอินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีแนวโน้มที่จะรักษาข้อตกลงเหล่านั้นไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดแย้งกับทรัมป์

“สหรัฐยังคงเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงหลัก เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และเป็นแหล่งลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศใหญ่สุดรายหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคีไว้ในภาพรวมยังคงมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง” ลิน กล่าวกับซีเอ็นเอ

ทรัมป์ ขู่ว่าจะคว่ำบาตรรุนแรงกว่าเดิมกับประเทศที่พยายาม “เล่นเกมกับคำพิพากษาศาลฎีกางี่เง่า” ส่งสัญญาณแสดงเจตจำนงไปยังรัฐบาลต่างๆ ที่อาจคิดจะถอนตัวจากข้อตกลงภาษีศุลกากรที่ทำไว้กับวอชิงตัน

ความสามารถในการแข่งขันมีทั้งได้ทั้งเสีย

คำพิพากษาของศาลทำให้การแข่งขันเท่าเทียมกันทันทีซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนศาลตัดสินรัฐบาลทรัมป์เก็บภาษี 48% กับสินค้าจากลาว สูงสุดในภูมิภาคอ้างว่าต้องสงสัยขนส่งสินค้าผ่านแดนจากจีนเพื่อหลบเลี่ยงภาษีสหรัฐ ส่วนจีนนั้นเดิมทีถูกเก็บภาษี 57% ต่อมาเจรจาจนลดลงเหลือ 47%  ต่ำกว่าลาวด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่น่าจะได้ประโยชน์ที่สุดจากคำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐคือ เวียดนาม และไทย สองคู่ค้าใหญ่สุดของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ฐานข้อมูลสถิติการค้าสินค้าโภคภัณฑ์แห่งสหประชาชาติ (UN Comtrade) ระบุว่า เวียดนามที่ก่อนหน้านี้โดนภาษี 20% ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐมูลค่า 1.42 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2024

ในปีเดียวกันไทย ซึ่งเคยเจอภาษี 19% ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนลาวส่งออก 849 ล้านดอลลาร์

เนื่องจากขณะนี้ส่วนต่างภาษีศุลกากรลดลงชั่วคราว จึงคาดว่าผู้ส่งออกในประเทศเหล่านี้จะเร่งดำเนินการเพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกให้ได้มากที่สุดในช่วง 150 วันก่อนที่คำสั่งปัจจุบันจะหมดอายุ หรือก่อนที่ทรัมป์จะออกมาตรการใหม่

แต่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า รัฐบาลไม่ควรเข้าใจผิดคิดว่าการผ่อนคลายระยะสั้นเป็นเสถียรภาพในระยะยาว เกิน 150 วันไปแล้ว ความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าคือ ความไม่แน่นอนยืดเยื้อ

หากอัตราภาษีศุลกากรยังคงผันผวนหรือถูกกำหนดใหม่ผ่านช่องทางกฎหมายอื่น ธุรกิจอาจชะลอแผนการขยายธุรกิจหรือลดการลงทุนลง

"ความไม่แน่นอนยืดเยื้อแบบนี้เป็นเหตุผลสำคัญให้ภาคธุรกิจต้องทบทวนวิธีการจัดโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลกของตนใหม่ทั้งหมด" ศ.ดร.ภวิดา ปานะนนท์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์และการขนส่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์