รอยเตอร์รายงานสถานการณ์หนึ่งปีหลังจากที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก้าวเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 นโยบายเศรษฐกิจ ยังคงให้ผลลัพธ์ทั้งดีและร้ายปนกันไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนอเมริกันในหลายมิติ
ครบ 1 ปี นโยบาย America First
นโยบายเศรษฐกิจที่เป็นเอกลักษณ์ของทรัมป์นั้นมีความหลากหลายและซับซ้อน โดยมักจะหลอมรวมเข้ากับนโยบายต่างประเทศและวาระทางการเมืองภายใต้แนวคิด "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First)
หัวใจสำคัญของมาตรการเหล่านี้ประกอบด้วย การลดภาษี เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับ การจัดเก็บภาษีนำเข้า เพื่อสร้างรายได้ให้รัฐบาล ลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ และดึงฐานการผลิตกลับมาในสหรัฐ
นอกจากนี้ ยังมีการคุมเข้มเรื่องผู้อพยพ โดยเชื่อว่าจะช่วยเปิดโอกาสให้คนอเมริกันหางานได้ง่ายขึ้นและทำให้ราคาที่อยู่อาศัยถูกลง รวมถึงการเดินหน้า ลดกฎระเบียบข้อบังคับ ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น พลังงานและการธนาคาร เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ
GDP โตสูงกว่าคาด
ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับภาวะหดตัวชั่วคราว เนื่องจากบรรดาภาคธุรกิจต่างเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีใหม่ที่กำลังจะประกาศใช้ นอกจากนี้ การเติบโตยังชะลอตัวลงในช่วงปลายปีจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล ที่ยาวนานเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐลดลงชั่วคราว
แต่ในช่วงระหว่างนั้น ตัวเลขการเติบโตกลับพุ่งสูงขึ้นเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยในปีนี้เศรษฐกิจได้รับแรงส่งสำคัญจากมาตรการลดภาษีภายใต้กฎหมาย "One Big Beautiful Bill"
รายได้ภาษี-ขาดดุลการค้า
ภาษีนำเข้าคือหัวใจหลักในนโยบายของทรัมป์มาโดยตลอด แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามคาดในช่วงแรก โดยก่อนที่เขาจะรับตำแหน่ง ธุรกิจต่าง ๆ ได้เร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าเพื่อหนีภาษี ส่งผลให้การขาดดุลการค้าของสหรัฐพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว ซึ่งขัดกับเป้าหมายที่ทรัมป์ต้องการลดการขาดดุล
แม้นักวิเคราะห์จะมองว่าในระยะยาวภาษีนี้อาจช่วยลดช่องว่างการนำเข้า-ส่งออกได้จริง แต่จนถึงปัจจุบันผลลัพธ์นั้นยังไม่ปรากฏ
นอกจากนี้ การที่ศาลฎีกาสั่งยกเลิกภาษีนำเข้า "ฉุกเฉิน" แบบครอบคลุมทั่วโลก ทำให้รัฐบาลทรัมป์ต้องแก้เกมด้วยการประกาศภาษีใหม่ที่ 15% เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป และยืนยันว่าจะใช้ทุกอำนาจที่มีเพื่อรักษาฐานรายได้จากภาษีนำเข้าไม่ให้ลดลง
ผลผลิตอุตสาหกรรมพุ่ง สวนทางจ้างงาน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือ "การเติบโตที่ไม่เกิดการจ้างงาน" แม้ผลผลิตโรงงานจะเพิ่มขึ้น แต่จำนวนพนักงานในภาคอุตสาหกรรมกลับลดลง ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความพยายามของทรัมป์ ที่ต้องการใช้ความเข้มงวดทางการค้าเพื่อสร้างงานคืนสู่คนอเมริกัน
ตลาดแรงงานเริ่มชะงักงัน
ภาพรวมตลาดแรงงาน เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว อัตราว่างงานขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.3% ในเดือนมกราคม แม้จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่งในเดือนล่าสุด แต่ตัวเลขรวมทั้งปีที่แล้วถือว่าน่าผิดหวัง โดยเพิ่มขึ้นเพียง 180,000 ตำแหน่ง ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยรายเดือนของปี 2567
นักวิเคราะห์ระบุว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปราบปรามผู้อพยพที่เข้มงวด ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งฝั่งความต้องการจ้างงานและจำนวนแรงงานในระบบ
เงินเฟ้อและเฟด
แม้เงินเฟ้อจะลดลงจากจุดสูงสุดในสมัยประธานาธิบดีไบเดน แต่ดัชนีราคาที่เฟดเฝ้าติดตามกลับเริ่มขยับสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากมาตรการภาษีนำเข้า โดยคาดว่าสถานการณ์จะทรงตัวระดับสูงต่อไปอีกระยะ
นอกจากนี้ ความหวังของตลาดอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของประธานเฟด โดยทรัมป์ได้เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” ให้มารับตำแหน่งต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ในเดือนพ.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งตลาดคาดหวังว่าเขาจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งติดต่อกันตั้งแต่เดือนมิ.ย.เพื่อพยุงตลาดแรงงานที่อ่อนแอและรับมือกับเงินเฟ้อที่เริ่มเข้าสู่ภาวะคงที่
อ้างอิง Reuters





