วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ

สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ

รอยเตอร์รายงานสถานการณ์หนึ่งปีหลังจากที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก้าวเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 นโยบายเศรษฐกิจ ยังคงให้ผลลัพธ์ทั้งดีและร้ายปนกันไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนอเมริกันในหลายมิติ  

ครบ 1 ปี นโยบาย  America First 

นโยบายเศรษฐกิจที่เป็นเอกลักษณ์ของทรัมป์นั้นมีความหลากหลายและซับซ้อน โดยมักจะหลอมรวมเข้ากับนโยบายต่างประเทศและวาระทางการเมืองภายใต้แนวคิด "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First

หัวใจสำคัญของมาตรการเหล่านี้ประกอบด้วย การลดภาษี เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับ การจัดเก็บภาษีนำเข้า เพื่อสร้างรายได้ให้รัฐบาล ลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ และดึงฐานการผลิตกลับมาในสหรัฐ 

นอกจากนี้ ยังมีการคุมเข้มเรื่องผู้อพยพ โดยเชื่อว่าจะช่วยเปิดโอกาสให้คนอเมริกันหางานได้ง่ายขึ้นและทำให้ราคาที่อยู่อาศัยถูกลง รวมถึงการเดินหน้า ลดกฎระเบียบข้อบังคับ ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น พลังงานและการธนาคาร เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

GDP โตสูงกว่าคาด 

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับภาวะหดตัวชั่วคราว เนื่องจากบรรดาภาคธุรกิจต่างเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีใหม่ที่กำลังจะประกาศใช้ นอกจากนี้ การเติบโตยังชะลอตัวลงในช่วงปลายปีจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล ที่ยาวนานเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐลดลงชั่วคราว 

สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ

แต่ในช่วงระหว่างนั้น ตัวเลขการเติบโตกลับพุ่งสูงขึ้นเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยในปีนี้เศรษฐกิจได้รับแรงส่งสำคัญจากมาตรการลดภาษีภายใต้กฎหมาย  "One Big Beautiful Bill"

รายได้ภาษี-ขาดดุลการค้า

ภาษีนำเข้าคือหัวใจหลักในนโยบายของทรัมป์มาโดยตลอด แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามคาดในช่วงแรก โดยก่อนที่เขาจะรับตำแหน่ง ธุรกิจต่าง ๆ ได้เร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าเพื่อหนีภาษี ส่งผลให้การขาดดุลการค้าของสหรัฐพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว ซึ่งขัดกับเป้าหมายที่ทรัมป์ต้องการลดการขาดดุล 

สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ

แม้นักวิเคราะห์จะมองว่าในระยะยาวภาษีนี้อาจช่วยลดช่องว่างการนำเข้า-ส่งออกได้จริง แต่จนถึงปัจจุบันผลลัพธ์นั้นยังไม่ปรากฏ

นอกจากนี้ การที่ศาลฎีกาสั่งยกเลิกภาษีนำเข้า "ฉุกเฉิน" แบบครอบคลุมทั่วโลก ทำให้รัฐบาลทรัมป์ต้องแก้เกมด้วยการประกาศภาษีใหม่ที่ 15% เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป และยืนยันว่าจะใช้ทุกอำนาจที่มีเพื่อรักษาฐานรายได้จากภาษีนำเข้าไม่ให้ลดลง

ผลผลิตอุตสาหกรรมพุ่ง  สวนทางจ้างงาน

สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ ภาคการผลิตของสหรัฐเริ่มฟื้นตัวได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้าและดอกเบี้ยที่สูง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนใน AI  ที่กำลังเติบโตอย่างรุนแรง และคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องในปีนี้เมื่อมาตรการลดภาษีเริ่มส่งผล

สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือ "การเติบโตที่ไม่เกิดการจ้างงาน"  แม้ผลผลิตโรงงานจะเพิ่มขึ้น แต่จำนวนพนักงานในภาคอุตสาหกรรมกลับลดลง  ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความพยายามของทรัมป์ ที่ต้องการใช้ความเข้มงวดทางการค้าเพื่อสร้างงานคืนสู่คนอเมริกัน

ตลาดแรงงานเริ่มชะงักงัน

ภาพรวมตลาดแรงงาน เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว อัตราว่างงานขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.3% ในเดือนมกราคม แม้จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่งในเดือนล่าสุด แต่ตัวเลขรวมทั้งปีที่แล้วถือว่าน่าผิดหวัง โดยเพิ่มขึ้นเพียง 180,000 ตำแหน่ง ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยรายเดือนของปี 2567

สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ

นักวิเคราะห์ระบุว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปราบปรามผู้อพยพที่เข้มงวด ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งฝั่งความต้องการจ้างงานและจำนวนแรงงานในระบบ

เงินเฟ้อและเฟด

แม้เงินเฟ้อจะลดลงจากจุดสูงสุดในสมัยประธานาธิบดีไบเดน แต่ดัชนีราคาที่เฟดเฝ้าติดตามกลับเริ่มขยับสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากมาตรการภาษีนำเข้า โดยคาดว่าสถานการณ์จะทรงตัวระดับสูงต่อไปอีกระยะ

สรุปเศรษฐกิจปีแรกยุค ‘ทรัมป์’ GDP พุ่ง สอบตกเรื่องจ้างงาน-คุมเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ ความหวังของตลาดอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของประธานเฟด โดยทรัมป์ได้เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” ให้มารับตำแหน่งต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ในเดือนพ.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งตลาดคาดหวังว่าเขาจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งติดต่อกันตั้งแต่เดือนมิ.ย.เพื่อพยุงตลาดแรงงานที่อ่อนแอและรับมือกับเงินเฟ้อที่เริ่มเข้าสู่ภาวะคงที่

 

อ้างอิง Reuters