ภาษีทรัมป์ เกมต่อรองที่ยังไม่จบ และโจทย์ใหม่ของจีน ไทย และโลก โดย ดร.ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน
การเมือง การค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ภายใต้บริบทที่มาตรการภาษีตอบโต้ของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญแรงกดดันทางกฎหมายภายในประเทศ ขณะเดียวกันทรัมป์ก็เริ่มขยับเครื่องมือทางการค้าอื่นๆ ที่มีอยู่ในมืออย่างเป็นระบบ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ดีต่อจีนหรือไม่” แต่คือ “เกมนี้กำลังเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างไร และประเทศอื่นรวมถึงไทยควรเตรียมรับมือแบบไหน”
ดีต่อจีนไหม? ดี แต่ในระยะสั้น
หากพิจารณาเฉพาะมิติของ อัตราภาษี การที่กำแพงลดลงจากระดับสูงก่อนหน้า เหลือเพดาน 15% ภายใต้มาตรา 122 ย่อมทำให้แรงกดดันต่อผู้ส่งออกจีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จีนไม่ต้องเผชิญกำแพง 35% แบบเดิม ช่องว่างในการแข่งขันจึงดีขึ้นชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม มาตรา 301 ที่เคยใช้กับจีนยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปตามภาษีตอบโต้ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียง “tactical relief” หรือการผ่อนคลายเชิงยุทธวิธีในระยะสั้น กล่าวคือเป็นการลดแรงกดดันเฉพาะหน้า ทำให้สถานการณ์เบาลงชั่วคราว แต่ยังไม่เปลี่ยนโครงสร้างเกมหรือทิศทางหลักของความขัดแย้ง ขณะเดียวกัน ไม่ใช่ “strategic gain” หรือความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนดุลอำนาจหรือเปลี่ยนตำแหน่งของประเทศในภาพใหญ่ของเกมการค้าอย่างถาวร และจีนมี room พื้นที่ในการต่อรองกับสหรัฐอเมริกามากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าแรงกดดันสิ้นสุดลง
ท่าทีของ กระทรวงพาณิชย์จีน สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน โดยเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกายกเลิกภาษีฝ่ายเดียว พร้อมย้ำว่าภาษีตอบโต้และภาษีที่เกี่ยวข้องกับยาเฟนทานิลละเมิดทั้งกฎการค้าระหว่างประเทศและกฎหมายภายในสหรัฐอเมริกา พร้อมเน้นแนวคิด win-win cooperation ได้ประโยชน์ร่วมกันจากความร่วมมือมากกว่าการเผชิญหน้า สื่อหลักของจีน เช่น China Media Group และ Global Times ต่างพาดหัวถึงผลเสียของภาษีตอบโต้และผลดีจากคำตัดสินศาลอเมริกันในวงกว้าง ซึ่งสะท้อนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐจีน
การวางเกมของทรัมป์ “รักษาโมเมนตัมการต่อรอง”
การที่ทรัมป์ประกาศ (ฝ่ายเดียว) ว่าจะเยือนจีนปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน ก่อนคำตัดสินศาลสูงของสหรัฐอเมริกาจะออกมา ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ ประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับภาษีตอบโต้มีมานานพอให้ฝ่ายบริหารประเมินความเสี่ยงได้ว่าอาจถูกตีตก ดังนั้น การเคลื่อนไหวเชิงการทูตจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของการ “จัดตำแหน่งล่วงหน้า” เพื่อรักษาอำนาจต่อรอง
ภายใต้คำรบที่สองในฐานะประธานาธิบดีอเมริกาของ ทรัมป์ เขาใช้ “economic force” อย่างต่อเนื่อง กดดันประเทศคู่ค้าผ่านเครื่องมือทางเศรษฐกิจและการเงิน เมื่อช่องทางหนึ่งสะดุด จึงจำเป็นต้องหยิบเครื่องมืออื่นขึ้นมาแทน
ทรัมป์ยังมีอะไรในมือ?
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดคือ การที่ภาษีตอบโต้เผชิญแรงกดดันทางกฎหมายและถูก “โมฆะ” ไม่ได้หมายความว่าเครื่องมือของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหมดลง ตรงกันข้ามระบบกฎหมายการค้าของสหรัฐอเมริกายังคงให้อำนาจฝ่ายบริหารไว้หลายมาตรา และแต่ละมาตรามีเงื่อนไข กรอบเวลา และระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้เกมนี้ไม่ได้จบลงง่ายๆ แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ
มาตรา 122 เครื่องมือระยะสั้น รักษาหน้าและโมเมนตัมการต่อรองของทรัมป์
มาตรา 122 ภายใต้ กฎหมายการค้า ปี 1974 เป็นเครื่องมือที่ให้อำนาจประธานาธิบดีกำหนดภาษีนำเข้าได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนแบบเต็มรูปแบบ เดิมทีถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับปัญหาดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือเพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่ารุนแรง จึงไม่ใช่มาตราที่ถูกใช้ในบริบทสงครามการค้าโดยตรง ข้อจำกัดสำคัญของมาตรานี้คือกำหนดเพดานภาษีไว้สูงสุดที่ 15 เปอร์เซ็นต์ และใช้ได้เพียง 150 วัน หรือประมาณ 5 เดือน หากต้องการขยายเวลาจำเป็นต้องผ่านรัฐสภา นั่นทำให้มาตรา 122 มีลักษณะเป็นเครื่องมือระยะสั้นมากกว่าระยะยาว การหยิบมาใช้จึงสะท้อนความต้องการรักษาโมเมนตัมการต่อรองและส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า “ไม่ถอย” แม้ภาษีตอบโต้เดิมจะถูกท้าทายทางกฎหมายก็ตาม
มาตรา 232 กฎหมายขยายการค้า ปี 1962 เครื่องมือป้องกันอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ภายใต้เหตุความมั่นคงที่ยังคง “ใช้อยู่”
ต่างจากมาตรา 122 มาตรา 232 ภายใต้กฎหมายขยายการค้า ปี 1962 อาศัยฐานเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติเป็นหลัก กลไกของมาตรานี้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต้องดำเนินการสอบสวน โดยปรึกษาหารือกับรัฐมนตรีกลาโหมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินว่าการนำเข้าสินค้าประเภทใดกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติหรือไม่ กระทรวงพาณิชย์มีเวลา 270 วันในการจัดทำรายงาน จากนั้นประธานาธิบดีมีเวลาอีก 90 วันในการพิจารณาและกำหนดแนวทางปฏิบัติ แม้กระบวนการจะใช้เวลานานพอสมควร และในสมัยแรกของ ทรัมป์ ก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งปีก่อนมาตรการจะมีผลจริง แต่จุดสำคัญคือมาตรา 232 ไม่มีเพดาน อัตราภาษี ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพรุนแรงกว่า 122 อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหากต้องการมุ่งเป้าเฉพาะอุตสาหกรรม เช่น เหล็กหรืออะลูมิเนียม ซึ่งเคยถูกใช้มาก่อนแล้ว
มาตรา 301 เครื่องมือรักษาความเป็นธรรมทางการค้าของอเมริกา “ไร้เพดานภาษี”
อีกหนึ่งเครื่องมือที่ยังคงอยู่คือมาตรา 301 ของ กฎหมายการค้า ปี 1974 ซึ่งให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา หรือ USTR ภายใต้การสั่งการของประธานาธิบดี ในการสอบสวนและตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่าละเมิดข้อตกลงทางการค้า หรือมีนโยบายที่ไม่เป็นธรรม ไร้เหตุผล หรือเลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นภาระต่อการค้าของสหรัฐอเมริกา เงื่อนไขสำคัญคือ USTR ต้องดำเนินการสอบสวนก่อน แต่เมื่อได้ข้อสรุปแล้วสามารถกำหนดภาษีได้โดยไม่มีเพดานอัตราสูงสุด มาตรการมีอายุสี่ปีและสามารถต่ออายุได้ แม้กระบวนการจะใช้เวลาหลายเดือน หรืออาจยาวนานกว่านั้นในกรณีประเทศขนาดใหญ่หรือซับซ้อนอย่างจีน แต่มาตรา 301 ถือเป็นเครื่องมือที่ยืดหยุ่นและทรงพลัง ซึ่งเคยถูกใช้กับจีนมาแล้ว และยังสามารถใช้ซ้ำหรือขยายผลได้
มาตรา 338 อาวุธหนักที่ยังไม่เคยใช้ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเสี่ยงสูงต่อแรงต้านทั้งในและนอกอเมริกา
มาตรา 338 ของกฎหมายการค้า ปี 1930 เป็นอีกบทบัญญัติที่ถูกกล่าวถึงมากขึ้น เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องรอการสอบสวนจาก คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ หรือ ITC หากพบข้อเท็จจริงว่าประเทศใดมีการเลือกปฏิบัติหรือสร้างข้อจำกัดที่ไม่เป็นธรรมต่อสินค้าและพาณิชยกรรมของสหรัฐอเมริกา เมื่อเทียบกับประเทศอื่น จุดเด่นของมาตรานี้คือไม่ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนแบบเดียวกับมาตรา 232 หรือ 301 สามารถกำหนดภาษีได้สูงสุดถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสินค้า และไม่มีการจำกัดระยะเวลา อย่างไรก็ตาม ด้วยความเข้มข้นของอำนาจดังกล่าว มาตรานี้มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกมองว่าขัดต่อกติกาการค้าโลก และในทางปฏิบัติหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็ไม่เคยถูกนำมาใช้จริง จึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในทางทฤษฎี แต่มีต้นทุนทางการเมืองและระหว่างประเทศสูงมาก
มาตรา 201 เครื่องมือมุ่งเป้าอุตสาหกรรม เคยใช้จริงกับสินค้าจีน
เมื่อพูดถึงแนวโน้มการ “มุ่งเป้า” ก็ทำให้นึกถึงมาตรา 201 ของ กฎหมายการค้า ปี 1974 ซึ่งสหรัฐเคยใช้ในยุคทรัมป์ 1.0 ช่วงปี 2018 โดยมุ่งเป้าไปที่สินค้าโซลาร์เซลล์และเครื่องซักผ้า มาตรานี้เป็นกลไกแบบ safeguard ใช้สำหรับปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีการทุ่มตลาด เพียงแต่ต้องพิสูจน์ว่าการนำเข้าที่พุ่งขึ้นนั้นก่อให้เกิด “serious injury” ต่อผู้ผลิตในประเทศ
กระบวนการตามมาตรา 201 ใช้เวลาค่อนข้างนาน โดยทั่วไปมากกว่าครึ่งปี ต้องผ่านการสอบสวนของคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ (ITC) ซึ่งมีหลักประกันด้านความเป็นอิสระ เช่น กรรมาธิการห้ามมาจากพรรคการเมืองเดียวกันเกินกึ่งหนึ่ง และต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ มาตรการมีอายุบังคับใช้ 4 ปี ต่ออายุได้แต่ไม่เกิน 8 ปี และอัตราภาษีจะค่อยๆ ลดลงตามระยะเวลา
มาตรการที่ ทรัมป์ ใช้กับโซลาร์เซลล์และเครื่องซักผ้าในปี 2018 ต่อมาถูกยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนในสมัยไบเดน อย่างไรก็ตาม เมื่อทรัมป์กลับมาในรอบที่สอง แนวทางที่ใช้กับโซลาร์เซลล์ไม่ได้อาศัยมาตรา 201 โดยตรง แต่เป็นการใช้มาตรการสอบสวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (anti-dumping และ countervailing duties) กับผู้ผลิตรายใหญ่ของจีนที่มีฐานการผลิตในอาเซียน โดยเฉพาะ 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งเป็นผลจากการร้องเรียนของกลุ่มผู้ผลิตโซลาร์ในอเมริกา (American Alliance for Solar Manufacturing Trade Committee) ที่กล่าวหาว่ามีการส่งออกในราคาต่ำกว่าต้นทุนและได้รับการอุดหนุนอย่างไม่เป็นธรรม จนทำให้อุตสาหกรรมสหรัฐไม่สามารถแข่งขันได้
ดังนั้น ณ ตอนนี้ที่ศาลสูงอเมริกาจำกัดการใช้ภาษีตอบโต้แบบกว้าง ทรัมป์ย่อมมีแนวโน้มหันไปใช้เครื่องมือทางกฎหมายอื่นที่ยังอยู่ในกรอบอำนาจของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะมาตรการที่มุ่งเป้าเฉพาะสินค้าและอุตสาหกรรม เช่น มาตรา 201 หรือกลไกการสอบสวนการทุ่มตลาดที่เคยถูกใช้กับโซลาร์เซลล์มาแล้ว กล่าวคือ แม้เครื่องมือหนึ่งจะถูกจำกัด เกมก็ไม่ได้จบลง แต่เพียงเปลี่ยนฐานกฎหมายและรูปแบบการดำเนินการ ดังที่เห็นจากการเลือกใช้มาตรา 122 ซึ่งแม้มีข้อจำกัดทั้งด้านเพดานภาษีและระยะเวลา ก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายทางเลือก หากการเจรจากับจีนไม่คืบหน้า หรือหากต้องการชดเชยสิ่งที่เสียไปจากคำตัดสินทางกฎหมาย เขายังสามารถขยับไปใช้มาตราอื่นที่เข้มข้นกว่า มุ่งเป้าเฉพาะอุตสาหกรรมมากขึ้น หรือแม้แต่เลือกใช้เครื่องมือที่มีความเสี่ยงสูงอย่างมาตรา 338 ได้ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเกมภาษีไม่ได้สิ้นสุดลง หากแต่กำลังเข้าสู่ระยะใหม่ที่ซับซ้อนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้นกว่าเดิม
กำแพงภาษีอเมริกา ส่งผลดีต่ออเมริกาจริงหรือ? ข้อกังขาที่จีนและทั่วโลกกำลังสงสัย
อย่างไรก็ตาม หากดูข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาปีล่าสุดจะพบภาพที่ซับซ้อนกว่าการมองเพียงเครื่องมือทางกฎหมายหรือ อัตราภาษี การขาดดุลการค้าสินค้าของสหรัฐอเมริกา ในปี 2025 ขยายตัวแตะระดับ 1.24 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2.1 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า ทั้งที่เป็นปีแรกของการปรับขึ้นภาษีครั้งใหญ่ในคำรบทรัมป์ 2.0 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า การขึ้นภาษีในระดับกว้าง ไม่ได้ทำให้ช่องว่างการค้าหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญตามเป้าหมายเชิงนโยบาย
ในทางปฏิบัติ การนำเข้ายังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าเศรษฐกิจอเมริกันยังต้องพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศในหลายหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาษีนำเข้า หากกลไกภาษีทำงานเต็มที่ ราคาสินค้าเหล่านี้ควรปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริง ราคากลับทรงตัวหรือบางส่วนลดลงด้วยซ้ำ สะท้อนว่าผู้ประกอบการอเมริกันจำนวนไม่น้อยเลือก “ดูดซับต้นทุน” แทนการผลักภาระไปยังผู้บริโภค เพราะเกรงว่าการขึ้นราคาจะกระทบกำลังซื้อในภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
จุดนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับข้อจำกัดของเครื่องมือทางกฎหมายที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 122 ที่จำกัดเพดานและระยะเวลา มาตรา 232 ที่ต้องใช้เวลาสอบสวนยาวนาน หรือมาตรา 301 ที่แม้ไม่มีเพดานอัตราภาษี แต่ก็ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนก่อนบังคับใช้ แม้กระทั่งมาตรา 338 ซึ่งให้อำนาจตั้งภาษีได้สูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์และไม่มีจำกัดเวลา ก็ยังเผชิญความเสี่ยงเชิงระบบและแรงต้านระหว่างประเทศ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต่อให้ฝ่ายบริหารมี “เครื่องมือ” มากเพียงใด หากโครงสร้างเศรษฐกิจยังต้องการสินค้านำเข้าในระดับสูง ภาษีก็อาจทำหน้าที่เพียงเปลี่ยนรูปแบบต้นทุน มากกว่าจะเปลี่ยนดุลการค้าโดยพื้นฐาน เพราะการขาดดุลการค้าสินค้าไม่ได้ขึ้นกับ อัตราภาษี เพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนโครงสร้างการบริโภค การผลิต และบทบาทของสหรัฐอเมริกา ในห่วงโซ่อุปทานโลก
ประเด็นนี้เองที่จีนหยิบมาใช้ตอบโต้ทางวาทกรรม โดยชี้ว่ากำแพงภาษีไม่ได้ช่วยลดการขาดดุลของสหรัฐอเมริกาอย่างแท้จริง และกลับสร้างต้นทุนให้กับเศรษฐกิจอเมริกันเอง ทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค จีนจึงผลักแนวคิดความร่วมมือแบบพหุภาคี และ “win-win cooperation” ว่าจะเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการเผชิญหน้าเชิงภาษี
สำหรับจีนเองแม้จะได้ประโยชน์ระยะสั้นจากการที่เพดานภาษีลดลง แต่ก็ไม่อาจวางใจ เพราะสหรัฐยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นที่สามารถหยิบมาใช้ได้ตลอดเวลา จีนจึงเดินคู่ขนานสองทางคือ หนึ่ง รักษาจุดยืนว่าภาษีฝ่ายเดียวละเมิดกติกาการค้า และสอง เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ภาคบริการ การท่องเที่ยว และค้าปลีกออนไลน์ เพื่อลดการพึ่งพาภาคส่งออกและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังเผชิญความไม่แน่นอน
ดังนั้น จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นภาพชัดขึ้นว่า สงครามภาษี อาจสร้างแรงกดดันเชิงการเมืองและเชิงสัญลักษณ์ได้ แต่ในเชิงโครงสร้าง การขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกาเป็นปัญหาที่ลึกและซับซ้อนกว่าการแก้ด้วยภาษีเพียงมาตราใดมาตราหนึ่ง และนี่เองคือพื้นที่ที่ทั้งสหรัฐและจีนยังต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ในระยะยาว ไม่ว่าฝ่ายใดจะเลือกเดินเกมรุกด้วยเครื่องมือใดก็ตาม
ไทยได้อะไรจากภาษีตอบโต้ของทรัมป์เป็นโมฆะ และโจทย์ใหม่ดีลการค้าไทย-อเมริกา คืออะไร
ระยะสั้น ไทยคล้ายจีน คือได้แรงกดดันลดลงจากเพดาน 15% เท่ากัน ไม่ต้องแลกดีลเพื่อให้ได้อัตราพิเศษ แต่โจทย์ไม่ได้หายไป เพียงแค่ “เปลี่ยนโจทย์ที่ต้องแก้” โจทย์ใหม่คือ จะรับมือการมุ่งเป้าเฉพาะสินค้าอย่างไร? จะเร่งส่งออกในช่วงหน้าต่างโอกาสนี้อย่างไร? จะเพิ่ม value-added อย่างไร? จะเสริมความแข็งแกร่งของอุปสงค์ หรือ demand ในประเทศอย่างไร?
สำหรับการเพิ่ม value-added หรือการทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มของไทยนั้น ไทยไม่ควรหยุดอยู่แค่การผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุน หรือการเป็นเพียงพื้นที่ตั้งฐานการผลิตของประเทศอื่นเท่านั้น แต่ต้องขยับไปสู่การสร้างมูลค่าด้วยความรู้ เทคโนโลยี และแบรนด์ของตนเองให้มากขึ้น
ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญที่ไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับ เพราะหลายสินค้าที่ไทยเคยได้เปรียบกำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นผลไม้หรือผลิตภัณฑ์การเกษตร ซึ่งหากยังแข่งขันกันที่ราคาเพียงอย่างเดียว ไทยจะถูกบีบ margin ลงเรื่อยๆ ดังนั้น ไทยต้องเพิ่มมูลค่าผ่านมาตรฐาน คุณภาพ การแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการใช้เทคโนโลยีเข้ามายกระดับกระบวนการผลิตและการตลาด เพื่อให้สินค้าแตกต่าง ไม่ใช่แค่ถูกกว่า
ในอุตสาหกรรมที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และอาหารแปรรูป จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้มากขึ้น เพื่อให้แข่งขันด้วย “ความแตกต่าง” ไม่ใช่แข่งขันที่ต้นทุนแรงงานหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว การขยับจากการเป็นผู้ประกอบชิ้นส่วน ไปสู่การออกแบบ พัฒนา และถือครององค์ความรู้ จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและลดความเปราะบางจากมาตรการมุ่งเป้าทางการค้า
ขณะเดียวกันไทยยังสามารถเพิ่มมูลค่าในภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและบริการที่ใช้ความรู้อย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นบริการทางการแพทย์ การศึกษา ดิจิทัล หรือธุรกิจสร้างสรรค์ ภาคบริการที่มีคุณภาพสูงจะสร้างรายได้ต่อหัวมากกว่าการพึ่งพาปริมาณเพียงอย่างเดียว
ทั้งหมดนี้ทำให้โจทย์สำคัญของไทยคือ Talent development การพัฒนาบุคลากรและแรงงานคุณภาพสูง เพราะการสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาวขึ้นกับทักษะ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรม หากแรงงานยังติดอยู่ในงานที่ใช้ทักษะต่ำ ไทยก็จะติดอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าระดับล่าง
พร้อมกันนั้น การกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศเป็นฐานสำคัญ หากเศรษฐกิจภายในแข็งแรง ผู้ประกอบการไทยจะไม่ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกมากเกินไป และจะรับมือกับการมุ่งเป้าทางภาษีจากมหาอำนาจได้ดีขึ้น เพราะมีตลาดภายในรองรับ โดยหลายปีที่ผ่านมา demand ภายในไทยอ่อนแอ การพึ่งพาส่งออกสูงเกินไปทำให้เปราะบาง หากสหรัฐอเมริกา หันไปใช้มาตรการแบบเจาะจงมากขึ้น ผลกระทบอาจลึกกว่าเดิม
จีนเองก็กำลังเร่งเน้นการบริโภคในประเทศ domestic consumption และภาคบริการ ทดแทนภาคส่งออกและอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว ซึ่งเป็นทิศทางที่ไทยควรพิจารณาเช่นกัน
เกมยังไม่จบ เพียงแต่เปลี่ยนสนาม
การลดเพดานภาษีสำหรับจีนและทั่วโลก ด้วยความจำเป็นหลังศาลสูงอเมริการะบุให้ภาษีตอบโต้ของ ทรัมป์ เป็นโมฆะ และใช้ภาษีที่ต่ำกว่าที่ผ่านมาสำหรับหลายประเทศ ผ่านมาตรา 122 ไม่ได้แปลว่าสงครามการค้าสิ้นสุด หากดีลกับจีนไม่คืบหน้า ทรัมป์ยังมีเครื่องมืออื่นอีกหลายมาตราให้ใช้ และมีแรงกดดันทางการเมืองจากการเลือกตั้งกลางเทอมปลายปีที่ต้องรักษาฐานเสียง
สิ่งที่เห็นจึงไม่ใช่การถอย แต่เป็นการ “จัดกระดานใหม่” เพื่อรักษาอำนาจต่อรอง
และหากกล่าวตามเนื้อผ้า จีนได้ประโยชน์ระยะสั้น ไทยได้ช่องว่างชั่วคราว แต่ในระยะยาว ทุกประเทศต้องเตรียมรับมือการมุ่งเป้าที่เข้มข้นและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งกำแพงอาจลดลงวันนี้ แต่รูปแบบของกำแพงในวันข้างหน้า อาจซับซ้อนกว่าเดิม
เขียนโดย ดร.ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน





