วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘ตลาดพันธบัตร’ สับสน จากความปั่นป่วนภาษีทรัมป์

‘ตลาดพันธบัตร’ สับสน จากความปั่นป่วนภาษีทรัมป์

คำตัดสินศาลสูงสหรัฐที่ล้มภาษีทรัมป์ อาจไม่ได้เป็น ‘ข่าวดี’ อย่างที่คาด เพราะแทนที่จะคลายแรงกดดัน กลับเปิดประตูสู่ความไม่แน่นอนรอบใหม่ ทั้งความเสี่ยงงบขาดดุล ไปจนถึงแรงสั่นสะเทือนในตลาดพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า แทนที่จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐ ที่สั่งยกเลิกภาษีทรัมป์ กลับสร้าง “ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนใหม่ ๆ” ให้กับนโยบายการค้า หนี้สาธารณะของสหรัฐ และค่าเงินดอลลาร์

ศาลไม่ได้ตัดสินชัดเจนเรื่อง “การคืนเงินภาษี” ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า รัฐบาลสหรัฐอาจเผชิญช่องโหว่ทางการคลังราว 170,000 ล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน ทรัมป์รีบผลักดันมาตรการภาษีใหม่ทดแทนอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความไม่พอใจในยุโรป และยิ่งทำให้ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐ ดูสับสนมากขึ้น

ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่องในวันจันทร์ช่วงตลาดเอเชีย โดยอ่อนค่าชัดเจนเมื่อเทียบกับสกุลเงินปลอดภัยอย่างฟรังก์สวิสและเงินเยน

ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ก็ยังตั้งตัวไม่ติด เพราะนักลงทุนพยายามประเมินความเสี่ยงต่อฐานะการคลังของสหรัฐ และวิเคราะห์ผลกระทบที่จะมีต่อเงินเฟ้อ

สิ่งที่พอมองเห็นชัดที่สุดในตอนนี้คือ ภาษีชุดใหม่ที่ทรัมป์ออกมาทดแทนนั้น “อัตราต่ำกว่าเดิม” ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันด้านราคาสินค้าในระยะสั้นได้

อย่างไรก็ตาม คำตัดสินของศาลก็จำกัดอำนาจของทรัมป์ลงด้วย และผลกระทบของเรื่องนี้ต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินยังคาดเดาได้ยาก

นักวิเคราะห์ของ ING ระบุในบทวิเคราะห์ว่า “ความไม่แน่นอนกลับมาอีกครั้ง และจากท่าทีแข็งกร้าวล่าสุดของผู้นำยุโรป ความเสี่ยงที่สถานการณ์จะยกระดับรุนแรงขึ้น ตอนนี้สูงกว่าหนึ่งปีก่อนเสียอีก”

สำหรับตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หนึ่งในความเสี่ยงคือ การฟ้องร้องเพื่อ ขอคืนเงินภาษี ซึ่งกระบวนการอาจยืดเยื้ออยู่ในศาลชั้นต้นหลายเดือน

มีการประเมินว่า รายได้จากภาษีที่เก็บมาแล้วอยู่ที่มากกว่า 175,000 ล้านดอลลาร์ แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับรายได้รวมของรัฐบาลที่คาดว่าจะมากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ก็ถือว่ามากพอจะทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่ม

แดน ซิลุก หัวหน้าฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นและสภาพคล่องระดับโลกของ Janus Henderson ระบุว่า หากต้องคืนเงินภาษี ก็หมายถึงรัฐบาลต้องออกพันธบัตรเพิ่ม หรือก่อหนี้เพิ่ม

เขากล่าวว่า “ในภาพรวม สิ่งนี้เพิ่มความเสี่ยงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวจะปรับสูงขึ้นมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าการออกพันธบัตรเพื่อคืนเงิน เกิดขึ้นพร้อมกับความต้องการกู้ยืมที่สูงอยู่แล้ว และในช่วงที่ธนาคารกลางกำลังใช้นโยบายดูดสภาพคล่อง (QT)”

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.1% ในวันศุกร์ แต่ยังลดลงจากระดับสูงกว่า 4.5% ในช่วงกลางปี 2025 สอดคล้องกับสัญญาณว่า เงินเฟ้อเริ่มชะลอ และตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับลดดอกเบี้ย

ด้านสำนักงานงบประมาณแห่งสภาคองเกรส (CBO) เคยประเมินว่า มาตรการภาษีทรัมป์ จะสร้างรายได้ให้สหรัฐประมาณปีละ 300,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ภาษีทดแทนชุดใหม่ของทรัมป์ในอัตรา 15% มีอายุเพียง 150 วันเท่านั้น และยังไม่ชัดเจนว่าจะเริ่มใช้เมื่อใด หรือจะบังคับใช้กับประเทศใดบ้าง

จีน โกลด์แมน ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Cetera Investment Management กล่าวว่า “ตลาดพันธบัตรคือสิ่งที่น่ากังวลที่สุด”

เขาอธิบายว่า หากรัฐบาลถูกบังคับให้คืนเงินภาษี ขณะเดียวกันก็ยังต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ เพิ่มเติม ก็จะยิ่งต้องออกพันธบัตรจำนวนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังไม่ได้ตอบสนองรุนแรงนัก และก็มีมุมมองหนึ่งที่เชื่อว่า ผลกระทบระยะยาวอาจไม่ลุกลามมาก โดยนักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley มองว่า ทรัมป์น่าจะหามาตรการอื่นมาทดแทนรายได้จากภาษี และหากต้องระดมทุนเพิ่ม ก็น่าจะออกตั๋วเงินคลังมากกว่า

อ้างอิง: reuters