5 ประเด็นสำคัญที่โลกต้องจับตา ศาลฎีกาสั่งเบรก "กำแพงภาษีทรัมป์" จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ เพราะทรัมป์ยืนยันว่าจะหาช่องว่างทางกฎหมายอื่นเพื่อดึงดันเก็บภาษี 10% ให้ได้อยู่ดี
คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐสั่งยกเลิกภาษีนำเข้าล็อตใหญ่ที่ประธานาธิบดี "ทรัมป์" เคยประกาศไว้ เป็นเรื่องที่หลายคนคาดไว้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ "จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้" เพราะทรัมป์ยืนยันว่าจะหาช่องว่างทางกฎหมายอื่น เช่น มาตราในกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อดึงดันเก็บภาษี 10% ให้ได้อยู่ดี
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ ราคาสินค้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร? บริษัทที่เคยจ่ายภาษีไปแล้วจะได้เงินคืนหรือไม่? และธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร?
1. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ จำกัดแต่มีผู้ชนะชัดเจน
ในภาพรวมระดับประเทศ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจคาดว่าจะมีไม่มากนัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าทรัมป์จะเดินเกมต่ออย่างไร และเรื่องการคืนเงินภาษีจะจบลงแบบไหน
โจเซฟ บรูซูเอลาส นักเศรษฐศาสตร์จาก RSM มองว่าแม้ผลกระทบวงกว้างจะจำกัด แต่จะมี "กลุ่มที่ได้ประโยชน์เต็มๆ" คือ กลุ่มค้าปลีก และภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาสินค้านำเข้า ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องแบกรับต้นทุนภาษีที่สูงมาก
แม้ว่าเศรษฐกิจในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจะชะลอตัว โดย GDP โตเพียง 1.4% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการปิดหน่วยงานรัฐ แต่คาดว่าในช่วงต้นปี 2569 เศรษฐกิจจะกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลาย
เจสัน ไพรด์ จาก Glenmede มองว่ากฎหมาย One Big Beautiful Bill Act และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย จะช่วยหนุนเศรษฐกิจปี 2569 ให้โตเกินคาด แต่อาจมีการชะงักงันชั่วคราวถ้าบริษัทเร่งนำเข้าสินค้าเพื่อหนีภาษีรอบใหม่ของทรัมป์
2. ท่าทีของ 'เฟด'
คำตัดสินของศาลออกมาในจังหวะที่กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 3% ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นตัวเลขที่เฟดให้ความสำคัญมาก
เจ้าหน้าที่เฟดประเมินว่าภาษีนำเข้าเคยทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นประมาณ 0.5% ดังนั้นการยกเลิกภาษีจะช่วยลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจ และทำให้เฟดตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น
ปัจจุบัน ตลาดเริ่มมองว่าเฟดอาจเลื่อนการลดดอกเบี้ยจากเดือนมิถุนายนไปเป็น เดือนก.ค.แทน โดยอ้างอิงข้อมูลจาก CME Group ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ และมีโอกาส 40% ที่จะมีการลดครั้งที่ 3
3. ตลาดหุ้นขานรับ ความผันผวนเริ่มนิ่ง
ที่ผ่านมา ข่าวการเก็บภาษีของทรัมป์มักทำให้ตลาดหุ้นผันผวนอย่างหนัก แต่เมื่อมีคำตัดสินยกเลิก ตลาดหุ้นจึงปรับตัวสูงขึ้นในวันศุกร์ เพราะนักลงทุนคลายกังวลเรื่องต้นทุน และมองเห็นโอกาสที่บริษัทจะมีกำไรมากขึ้น
แดน ซิลุก ผู้จัดการกองทุนจาก Janus Henderson ให้ความเห็นว่า การตัดสินใจครั้งนี้ส่งสัญญาณว่านโยบายการค้าหลังจากนี้จะ "ช้าลงและเป็นระบบมากขึ้น" ซึ่งจะช่วยลดความตื่นตระหนกในตลาดการเงินได้
4. มหากาพย์เงินคืนภาษี
นี่คือ ประเด็นที่วอลล์สตรีทถกเถียงกันหนักที่สุด คือ รัฐบาลต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วหรือไม่ ตัวเลขคาดการณ์มีความเหลื่อมล้ำกันสูงมาก
- Morgan Stanley คาดว่าต้องคืนราว 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์
- RSM ประเมินไว้ที่ 1 - 1.3 แสนล้านดอลลาร์
- เรย์มอนด์ เจมส์ & ม.เพนซิลเวเนีย ประเมินสูงถึง 1.75 แสนล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ไบรอัน การ์ดเนอร์ จาก Stifel เตือนว่าอย่าเพิ่งดีใจไป เพราะกระบวนการศาลชั้นล่างอาจกินเวลานาน และรัฐบาลอาจหาช่องทางที่จะ "ไม่คืนเงินย้อนหลัง" ก็เป็นได้
5.ทรัมป์เตรียมเร่งเครื่องเต็มสูบ
อย่าเพิ่งชะล่าใจว่าสงครามการค้าจะจบลง เพราะทรัมป์ย้ำเสมอว่าภาษีนำเข้าคือ "คำที่ไพเราะที่สุด"
ปัจจุบันภาษีที่เขาประกาศไว้ยังคงมีผลอยู่ประมาณ 40% ส่วนที่ไม่ได้ใช้กฎหมาย IEEPA และทรัมป์ยังพร้อมจะใช้ช่องทางกฎหมายอื่นๆ หรือขออนุมัติจากรัฐสภาเพื่อโต้กลับ
คริส ครูเกอร์ จาก TD Cowen Washington Research Group คาดการณ์ว่า ในปี 2569 นี้เราจะได้เห็นการ "ขึ้นภาษีครั้งใหญ่" ระลอกใหม่จากทำเนียบขาวอย่างแน่นอน
"คำตัดสินศาลคือ การชะลอชั่วคราว แต่ไม่ใช่จุดจบ... โปรดติดตามตอนต่อไปของการเร่งเครื่องเต็มสูบในปี 2569” ครูเกอร์ กล่าว
อ้างอิง CNCB
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





