วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เปิด 10 'ผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์' รายได้สูงสุด เบอร์ 1 'สตีฟ โคเฮน' รับวันละ 9 ล้านดอลลาร์

เปิด 10 'ผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์' รายได้สูงสุด  เบอร์ 1 'สตีฟ โคเฮน' รับวันละ 9 ล้านดอลลาร์

ยิ่งตลาดหุ้นโลกผันผวน กองทุนเฮดจ์ฟันด์ยิ่งรวย เปิดทำเนียบผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ที่มีรายได้สูงสุดในปี 2025 'สตีฟ โคเฮน' ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ทำรายได้รวม 3,400 ล้านดอลลาร์ เฉลี่ยตกวันละ '9 ล้านดอลลาร์'

บลูมเบิร์กจัดอันดับผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่มี “รายได้สูงสุด” ประจำปี 2025 โดย "สตีฟ โคเฮน" ผู้ก่อตั้งเฮดจ์ฟันด์ Point72 Asset Management และเจ้าของทีมเบสบอลนิวยอร์ก เม็ตส์ ครองอันดับ 1 ด้วยรายรับรวม 3,400 ล้านดอลลาร์ (กว่า 1 แสนล้านบาท) หรือเทียบเท่ากับรายได้ตกเฉลี่ยวันละประมาณ 9 ล้านดอลลาร์ (ราว 280 ล้านบาท)

เปิด 10 'ผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์' รายได้สูงสุด  เบอร์ 1 'สตีฟ โคเฮน' รับวันละ 9 ล้านดอลลาร์

สตีฟ โคเฮน จากกองทุน Point72 Asset Management

การจัดอันดับดังกล่าววัดจาก "รายได้ส่วนบุคคลของผู้จัดการกองทุน" ซึ่งรวมทั้ง "กำไรจากเงินลงทุนของตนเองในกองทุน"  และ "ส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมตามผลการดำเนินงาน" ไม่ใช่การจัดอันดับจากผลตอบแทนที่กองทุนทำได้

อันดับ 2 เป็นของ "เดวิด เทปเปอร์" จากกองทุน Appaloosa Management ที่ทำรายได้ 3,200 ล้านดอลลาร์ ส่วนอันดับ 3 คือแชมป์เก่าในปีที่แล้ว "อิซซี อิงแลนด์เดอร์" ผู้ก่อตั้งกองทุน Millennium Management ที่รับไป 3,100 ล้านดอลลาร์

เปิด 10 'ผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์' รายได้สูงสุด  เบอร์ 1 'สตีฟ โคเฮน' รับวันละ 9 ล้านดอลลาร์ เดวิด เทปเปอร์ จากกองทุน Appaloosa Management

เปิด 10 'ผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์' รายได้สูงสุด  เบอร์ 1 'สตีฟ โคเฮน' รับวันละ 9 ล้านดอลลาร์
อิซซี อิงแลนด์เดอร์ จากกองทุน Millennium Management

ทั้งนี้ การขึ้นสู่อันดับหนึ่งเป็นครั้งแรกของโคเฮน วัย 69 ปี ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เขาเคยเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2013 เมื่อกองทุนเดิมของเขาที่ชื่อว่า SAC Capital รับสารภาพผิดในคดีใช้ข้อมูลวงในซื้อขาย และต้องคืนเงินให้ลูกค้าทั้งหมด แม้ตัวโคเฮนจะปฏิเสธการกระทำผิดส่วนบุคคลก็ตาม 

หลังเปิดรับเงินลงทุนใหม่ในปี 2018 เงินทุนกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ไหลกลับสู่กองทุนใหม่ที่ชื่อว่า Point72 ทันที และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี จนปัจจุบันกองทุนเฮดจ์ฟันด์นี้บริหารสินทรัพย์มูลค่า 45,700 ล้านดอลลาร์ และจัดอยู่ในกลุ่มกองทุน Multistrategy รายใหญ่ของโลก

ทั้งนี้ปี 2025 ถือเป็น "ปีที่แข็งแกร่ง" ของอุตสาหกรรมเฮดจ์ฟันด์โดยรวม ตลาดหุ้นที่ผันผวนช่วยผลักดันผลตอบแทนอุตสาหกรรมของบรรดากองทุนป้องกันความเสี่ยงสู่ระดับดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา หรือดีที่สุดในรอบ 16 ปี 

ยุคทองของเฮดจ์ฟันด์ในปีที่แล้วทำให้ผู้จัดการ 20 อันดับแรก ทำรายได้เฉลี่ยถึงคนละ 1,400 ล้านดอลลาร์ (ราว 43,600 ล้านบาท) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี และยังเป็นปีที่มีจำนวนผู้จัดการทำรายได้เกิน 1 พันล้านดอลลาร์มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

โดยรวมแล้ว ผู้จัดการใน 20 อันดับแรกของบลูมเบิร์ก ทำรายได้รวมกัน 28,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 882,000 ล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา

แม้กองทุนของโคเฮนทำผลตอบแทน 17.5% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่รายได้ส่วนตัวของเขาสูงกว่าคู่แข่งอย่าง "เคน กริฟฟิน" ผู้ก่อตั้งกองทุน Citadel ซึ่งทำรายได้ 2,400 ล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน

สำหรับผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์รายได้สูงสุด 10 อันดับแรกในปี 2025 มีดังนี้

  1. สตีฟ โคเฮน (Point72) – 3.4 พันล้านดอลลาร์
  2. เดวิด เทปเปอร์ (Appaloosa) – 3.2 พันล้านดอลลาร์
  3. อิซซี อิงแลนด์เดอร์ (Millennium) – 3.1 พันล้านดอลลาร์
  4. คริส โฮห์น (TCI) – 3.0 พันล้านดอลลาร์
  5. เคน กริฟฟิน (Citadel) – 2.4 พันล้านดอลลาร์
  6. แดน ซันด์ไฮม์ (D1) – 2.3 พันล้านดอลลาร์
  7. เดวิด ชอว์ (D.E. Shaw) – 1.6 พันล้านดอลลาร์
  8. เจฟฟ์ ทัลพินส์ (Element) – 1.1 พันล้านดอลลาร์
  9. บิล แอคแมน (Pershing Square) – 1.0 พันล้านดอลลาร์
  10. คริส โรคอส (Rokos) – 930 ล้านดอลลาร์


ที่มา: Bloomberg