เทรดเดอร์ทั่วโลกแห่ซื้อ ‘หุ้นสหรัฐ’ ในปี 2568 พุ่ง 134% กว่า 720,100 ล้านดอลลาร์ จากแรงหนุนกลุ่ม ‘เทค-AI’ นักลงทุนจากแคนาดาเข้าซื้อมากสุด สวนทางจีน เทขาย 3 ปีติด
บลูมเบิร์ก รายงานว่าในปี 2568 ชาวต่างชาติซื้อสินทรัพย์ทางการเงินของสหรัฐสุทธิรวม 1.55 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 1.18 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2567 นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนว่าความต้องการสินทรัพย์สหรัฐยังคงแข็งแกร่งแม้จะมีกระแสความกังวลเรื่องนโยบายภาษี
นักลงทุนต่างชาติเดินหน้ากว้านซื้อ “หุ้นสหรัฐ” เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับนโยบายภาษีนำเข้าของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาด และทิศทางของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ อย่างมากก็ตาม
ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการคลังสหรัฐ เมื่อวันที่ 18 ก.พ.69 เปิดเผยว่า ยอดซื้อหุ้นสุทธิจากนักลงทุนนอกสหรัฐพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 720,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 ซึ่งเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 134% เมื่อเทียบกับยอดซื้อในปี 2567 ที่อยู่เพียง 307,500 ล้านดอลลาร์
การพุ่งขึ้นของยอดซื้อครั้งนี้ถือเป็นการหักปากกาเซียน หลังจากที่ปีก่อนมีกระแสคาดการณ์เรื่อง "การเทขายหุ้นอเมริกา" เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่ามาตรการภาษีนำเข้าจะกระทบต่อการค้าโลก รวมถึงความกังวลที่ทำเนียบขาวอาจเข้ามาแทรกแซงความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด
โอเวน ลามอนต์ ผู้บริหารจาก Acadian Asset Management LLC ให้ความเห็นว่า กระแสการรณรงค์ให้ขายหุ้นอเมริกานั้นถูกประเมินไว้เกินจริงไปมาก โดยเฉพาะในตลาดหุ้น สิ่งที่เราเห็นคือ ความแข็งแกร่งเป็นพิเศษของอเมริกา โดยเฉพาะความคลั่งไคล้ใน “หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี” ที่กระแสยังไม่ตก
แต่หากเทียบในเชิงผลตอบแทน ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงตามหลังตลาดโลกในปีที่ผ่านมา โดยดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนที่ 16% ซึ่งน้อยกว่าดัชนี MSCI World ไม่รวมสหรัฐอยู่ถึง 13%
นอกจากนี้ เงินลงทุนยังไหลเข้าสู่สินทรัพย์อื่นๆ อย่างพันธบัตรรัฐบาล 4.42 แสนล้านดอลลาร์, หุ้นกู้เอกชน 3.27 แสนล้านดอลลาร์ และตราสารหนี้หน่วยงานรัฐ 1.1 แสนล้านดอลลาร์
ใครคือผู้ซื้อรายใหญ่?
จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยสำนักข่าว Bloomberg พบว่าหากไม่นับแหล่งพักเงินอย่างหมู่เกาะเคย์แมน และไอร์แลนด์ ผู้ซื้อหุ้นสหรัฐรายใหญ่ที่สุดในปี 2568 คือ "นอร์เวย์" โดยซื้อสุทธิ 81,800 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากปี 2567
รองลงมาคือ สิงคโปร์ มีการซื้อสุทธิ 79,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเคยเป็นแชมป์เก่าปี 67 ที่ตกมาอยู่อันดับ 2
ถัดมาอันดับที่ 3 คือ เกาหลีใต้ มีการซื้อสุทธิ 73,600 ล้านดอลลาร์ พุ่งขึ้นเกือบ 5 เท่าจากปีก่อนหน้า และอันดับที่ 4 แคนาดาพลิกกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิ 10,600 ล้านดอลลาร์ แม้จะมีการคัดค้านนโยบายการค้าของทรัมป์อย่างหนักก็ตาม
‘จีน’ เทขายหุ้นสหรัฐ 3 ปีติด
ในทางตรงกันข้าม บางประเทศยังคงลดสัดส่วนการถือครองหุ้นสหรัฐอย่างต่อเนื่อง นำโดยนักลงทุนจากคูเวตเป็นผู้ขายรายใหญ่ที่สุด โดยขายหุ้นสหรัฐออกไปถึง 36,500 ล้านดอลลาร์
สิ่งที่น่าสนใจคือ “จีนแผ่นดินใหญ่” มีการเทขายสุทธิเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันกว่า 34,100 ล้านดอลลาร์
อ้างอิง bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





