"Drill, Baby Drill" วลีที่ทรัมเคยลั่นไว้ให้อุสาหรรมน้ำมันรุ่งโรจน์ต้องฝันสลาย! เมื่อราคาน้ำมันดิ่งเหว ยิ่งสั่งขุดยิ่งขาดทุน และกลายเป็นดาบสองคมทิ่มแทงอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐเสียเอง
ในการก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวสมัยที่ 2 ของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้เอ่ยวลีเด็ดที่สะเทือนอุสาหกรรมน้ำมันอย่าง “Drill, Baby, Drill” ขุดเลยที่รัก ขุดเลย โดยวาดฝันจะปลดปล่อยพลังงานฟอสซิลของอเมริกาให้รุ่งโรจน์ถึงขีดสุด
ทรัมป์ไล่รื้อกฎหมายเพื่อ "ความเป็นใหญ่"
ทรัมป์เชื่อมั่นว่าการทลายกำแพงกฎระเบียบและเปิดพื้นที่สาธารณะรวมถึงมหาสมุทรให้ขุดเจาะน้ำมัน จะนำมาซึ่ง “ยุคทองของเศรษฐกิจ” แต่หลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งปีกว่าๆ ความฝันนั้นกลับเริ่มสลายกลายเป็นเพียงภาพลวงตา เมื่อกลไกตลาดโลกไม่ได้หมุนตามคำสั่งของประธานาธิบดี
ทันทีที่รับตำแหน่ง ทรัมป์สั่งรื้อนโยบายสิ่งแวดล้อมขนานใหญ่ โดยลงนามคำสั่งบริหารรวดเดียวถึง 26 ฉบับ และประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อทลายข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมที่เคยมีมา ภายใต้คำสั่งบริหารของเขาที่ชื่อว่า "ปลดปล่อยพลังงานอเมริกัน" โดยตั้งเป้าลดระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาตขุดเจาะจากหลายปีให้เหลือเพียง 28 วัน เพื่อเปิดทางให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซอย่างเต็มที่
พร้อมทั้งเปิดพื้นที่หวงห้าม ในเขตสงวนสัตว์ป่าในอาร์กติกให้มีการเช่าพื้นที่เพื่อขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ และยกเลิกการคุ้มครองพื้นที่กว่า 13 ล้านเอเคอร์ของเขตสงวนปิโตรเลียมแห่งชาติ พร้อมขายสัมปทานสำรวจน้ำมันและก๊าซ 6 แห่งนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย ซึ่งไม่เคยมีการสัมปทานมานานหลายทศวรรษนับตั้งแต่ 1984
ทว่าผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามคาด เมื่อการประมูลเช่าพื้นที่ขุดเจาะบางแห่งในช่วงต้นปี 2025 กลับไม่มีผู้เสนอราคาเลยแม้แต่รายเดียว เนื่องจากนักลงทุนและธนาคารพาณิชย์ยังคงกังวลเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและกระแสการรักษ์โลก
นอกจากนี้ยังผลักดันกฎหมาย One Big Beautiful Bill มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์ให้บริษัทพลังงานฟอสซิล และลดการสนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV และกังหันลมอย่างรุนแรง เพื่อกำจัดคู่แข่งทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมน้ำมัน
เมื่อ ‘ราคาน้ำมัน’ ดิ่งเหว
แม้รัฐบาลจะ "เปิดทางสะดวก" ให้แค่ไหน แต่อุตสาหกรรมน้ำมันกลับไม่ได้ขยายตัวตามที่คาด
"ราคาน้ำมันโลก" นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่ง ราคาน้ำมันดิบได้ร่วงลงเกือบ 20% ลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันที่ 16 ธ.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งตัวเลขนี้ถือเป็นจุดวิกฤติเพราะผู้ผลิตในสหรัฐส่วนใหญ่ต้องการราคาอย่างน้อย 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจึงจะคุ้มทุน
เมื่อราคาน้ำมันต่ำกว่าจุดคุ้มทุน การสูบน้ำมันเพิ่มขึ้นจึงเท่ากับการ ”ขาดทุนเพิ่มขึ้น”
บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จึงเลือกที่จะ "ลดการผลิต" แทนที่จะขุดเพิ่มตามคำสั่งของประธานาธิบดี ส่งผลให้จำนวนแท่นขุดเจาะในสหรัฐลดลงกว่า 6% ในรอบปีที่ผ่านมา
ซูซาน เบลล์ รองประธานอาวุโสของ Rystad Energy บริษัทวิจัยอิสระมองว่า “เป้าหมายของการครองความเป็นใหญ่ในด้านพลังงานอาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของการลดราคาน้ำมันโดยปราศจากนวัตกรรมที่สำคัญ การเพิ่มการผลิตของสหรัฐในโลกที่มีน้ำมันล้นตลาดในระยะสั้นจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงอย่างแน่นอน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะทำให้การลงทุนในภาคส่วนนี้ไม่คุ้มค่า”
เรียกว่าทรัมป์ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะใจหนึ่งเขาต้องการให้ราคาน้ำมันเบนซินถูกเพื่อเอาใจประชาชน แต่อีกใจหนึ่งราคาน้ำมันที่ถูกเกินไปก็กำลังฆ่าอุตสาหกรรมขุดเจาะที่เขาพยายามจะอุ้มชู
‘ดาบสองคม’ ทำลายอุตสาหกรรมในบ้าน
ความพยายามของทรัมป์ที่จะสร้าง "การครองความเป็นใหญ่ด้านพลังงาน" เผชิญกับความขัดแย้งในตัวเอง
ในด้านหนึ่ง ทรัมป์ต้องการให้มีการขุดเจาะมากขึ้น แต่ในอีกด้านเขากลับกดดันให้กลุ่มโอเปก (OPEC) เพิ่มการผลิตเพื่อลดราคาน้ำมันเบนซินหน้าปั๊มให้ถูกลงสำหรับชาวอเมริกัน
เมื่อโอเปกตอบรับและเทน้ำมันเข้าสู่ตลาดจน “น้ำมันล้นตลาด” ราคาน้ำมันก็ยิ่งถูกลง จนทำให้บริษัทน้ำมันในอเมริกาเองไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากต้นทุนการขุดเจาะในสหรัฐสูงกว่าซาอุดีอาระเบียที่อาจมีต้นทุนเพียง 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เท่านั้น
สถานการณ์ที่น้ำมันล้นตลาดจึงกลายเป็นดาบสองคมที่กลับมาเชือดเฉือนอุตสาหกรรมในบ้านตัวเอง
แทนที่จะเกิดการจ้างงานมหาศาล อุตสาหกรรมน้ำมันกลับเข้าสู่โหมดรัดเข็มขัด ยักษ์ใหญ่พากันปรับลดพนักงานและตัดงบลงทุนอย่างหนัก
ตั้งแต่ เชฟรอน(Chevron) ผู้ผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่สหรัฐประกาศแผนลดพนักงานทั่วโลกราว 15-20% หรือประมาณ 8,000-9,000 คน ภายในสิ้นปี 2569
ขณะที่โคโนโคฟิลลิปส์ (ConocoPhillips) มีแผนปลดพนักงานถึง 1 ใน 4 สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลงต่ำกว่า 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นจุดคุ้มทุนที่ผู้ผลิตในสหรัฐจะได้กำไร
นอกจากนี้ ทรัมป์ก็ถอยห่างจากข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น ข้อตกลงปารีสและถึงขั้นให้คำมั่นว่าจะรื้อถอนกังหันลมที่กำลังทำงานอยู่ รวมทั้งฝ่ายบริหารได้ใช้แรงกดดันอย่างมากต่อสถาบันระหว่างประเทศ โดยขู่ว่าจะถอนตัวออกจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) หาก IEA ไม่ปรับเปลี่ยนการคาดการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลจะถึงจุดสูงสุดในปี 2030 ถึงกระนั้นพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกกลับยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2025 พลังงานแสงอาทิตย์และลมแซงหน้าถ่านหินในสัดส่วนพลังงานโลกเป็นครั้งแรก โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนมหาศาลในประเทศจีนและอินเดีย
ในปีแรกของวาระที่ 2 ของทรัมป์ จึงเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง นโยบาย "ขุดเจาะ" ของทรัมป์ไม่ได้นำมาซึ่งความมั่งคั่งของอุตสาหกรรมน้ำมันอย่างที่สัญญา แต่มีเพียงความผันผวนของราคา





