วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ทำไม AI อาจทำดอกเบี้ยพุ่ง? เฟดส่งสัญญาณ ‘คงดอกเบี้ย’ สวนทางทรัมป์

ทำไม AI อาจทำดอกเบี้ยพุ่ง? เฟดส่งสัญญาณ ‘คงดอกเบี้ย’ สวนทางทรัมป์

ทำไม AI ทำประสิทธิภาพพุ่ง อาจเป็นเหตุให้เฟดต้อง 'คงดอกเบี้ยสูง' ความเห็นเจ้าหน้าที่เฟดแตกเป็น 2 ฝ่าย สวนทาง 'วอร์ช-ทรัมป์' ที่ต้องการลดดอกเบี้ย

บลูมเบิร์กรายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐ หรือว่า “Fed” หลายรายเริ่มออกมาให้ความเห็นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า การเติบโตของผลิตภาพที่เกิดจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อาจส่งผลให้ต้อง “คงดอกเบี้ย” ซึ่งขัดแย้งกับแนวทางของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์“  

ทำไม AI ถึงอาจทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น?

ไมเคิล บาร์ หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟด กล่าวในระหว่างการเตรียมสุนทรพจน์ที่นิวยอร์กว่า “ผมคาดว่ากระแสความนิยมใน AI ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เราต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง”

ความเห็นของบาร์สอดคล้องกับ ฟิลิป เจฟเฟอร์สัน รองประธานเฟด ที่เคยกล่าวไว้เมื่อวันที่ 6 ก.พ.ว่า หากปัจจัยอื่นคงที่ การเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่องจากการใช้เทคโนโลยี มีแนวโน้มจะทำให้ดอกเบี้ยที่เป็นกลางในตอนนี้ ปรับตัวสูงขึ้น อย่างน้อยก็ในระยะเวลาหนึ่ง

ประเด็นเรื่อง AI และผลิตภาพกำลังกลายเป็นหัวข้อสำคัญในการถกเถียงเรื่องทิศทางดอกเบี้ยปีนี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากทรัมป์ ที่ต้องการให้เฟดลดต้นทุนการกู้ยืมลง

ทางด้าน “เควิน วอร์ช” ผู้ที่ทรัมป์เสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดต่อจาก เจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระในเดือนพ.ค.นี้ มีมุมมองสอดคล้องกับฝ่ายบริหารว่า AI จะช่วยปลดล็อกประสิทธิภาพการผลิต ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้โดยไม่เกิดเงินเฟ้อ ซึ่งจะเอื้อให้สามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ไมเคิล บาร์ ได้ให้เหตุผลค้านว่าทำไม AI ถึงอาจทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น โดยเขาอธิบายว่า

 1. ภาคธุรกิจจะมีความต้องการเงินทุนมหาศาลเพื่อลงทุนในเทคโนโลยีใหม่นี้ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันให้ดอกเบี้ยพุ่งขึ้น

 2. ภาคครัวเรือนอาจออมเงินน้อยลงเพราะคาดหวังว่าในอนาคตจะมีรายได้และค่าจ้างที่สูงขึ้นจากอานิสงส์ของ AI ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ดอกเบี้ยขยับตัวสูงขึ้นทั้งสิ้น

ทางด้าน แมรี ดาลี ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโก ได้ให้สัมภาษณ์ว่า หากมองตามแบบจำลองมาตรฐาน การที่ AI เข้ามาเร่งประสิทธิภาพการทำงานจะส่งผลให้ "ดอกเบี้ยที่เป็นกลาง" สูงขึ้น เนื่องจากความต้องการเงินเพื่อนำไปลงทุนจะมีมากกว่าปริมาณเงินออมที่มีอยู่

รวมทั้งยอมรับว่า การวิเคราะห์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะวิเคราะห์ และทุกอย่างต้องทำด้วยความรอบคอบ เพราะผลกระทบนั้นยังมีความไม่แน่นอนสูง

ในปี 2568 ที่ผ่านมา เฟดได้ลดดอกเบี้ยไปแล้ว 3 ครั้ง แต่ในการประชุมล่าสุดเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมากลับมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ ซึ่งนักลงทุนคาดการณ์ว่าจะยังไม่มีการลดดอกเบี้ยอีกจนกว่าจะถึงช่วงกลางปีนี้

ปัจจุบันเฟดได้ลดอัตราดอกเบี้ยลงมาแล้ว 1.75% ในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา หลังจากที่เคยปรับขึ้นอย่างรุนแรงกว่า 5% ในช่วงปี 2565-2566 ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายตอนนี้อยู่ที่ระดับ 3.5% ถึง 3.75% ซึ่งเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนมองว่าระดับนี้ใกล้เคียงกับจุดที่ "เป็นกลาง" ต่อเศรษฐกิจแล้ว จึงเป็นเหตุผลให้ควรชะลอหรือหยุดการลดดอกเบี้ยไว้ก่อน