วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ญี่ปุ่น’ ทุ่ม 1.2 ล้านล้าน ลงทุนสหรัฐงวดแรก สร้างโรงไฟฟ้า ตามดีล 'ทรัมป์'

‘ญี่ปุ่น’ ทุ่ม 1.2 ล้านล้าน ลงทุนสหรัฐงวดแรก สร้างโรงไฟฟ้า ตามดีล 'ทรัมป์'

ญี่ปุ่นอัดฉีด 1.2 ล้านล้าน! ประเดิม ‘ดีลทรัมป์’ ภาษีแลกการลงทุน งวดแรกลงทุนพลังงานสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ -โรงงานเพชรสังเคราะห์

บลูมเบิร์ก รายงานว่า “ญี่ปุ่น” เตรียมอัดฉีดเงินก้อนแรกจำนวน 36,000 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท ในโครงการพลังงาน และแร่ธาตุของสหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนรวม 550,000 ล้านดอลลาร์ ตามข้อตกลงการค้าที่ทำไว้กับประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์”  

ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคาร  “ข้อตกลงการค้าครั้งใหญ่ของเรากับญี่ปุ่นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!”  “โครงการเหล่านี้มีขนาดใหญ่มาก และจะไม่สามารถทำได้หากปราศจากคำสำคัญคำหนึ่ง นั่นคือ ภาษีศุลกากร

ไฮไลต์การลงทุนสำคัญ

ไฮไลต์สำคัญคือ การลงทุน 33,000 ล้านดอลลาร์ โดยหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ที่ไม่เปิดเผยชื่อว่าเป็นการลงทุนเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในรัฐโอไฮโอ นำโดยบริษัท SB Energy ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ  SoftBank  

ฮาวเวิร์ด ลุตนิก รมว.พาณิชย์สหรัฐ เผยว่าโครงการขนาดมหึมาที่ทรัมป์ กล่าวว่า เป็น “โครงการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

โรงไฟฟ้าแห่งนี้ คาดว่าจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 9.2 กิกะวัตต์ เทียบเท่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 9 เครื่อง ซึ่งจะสามารถจ่ายไฟฟ้าให้บ้านเรือนได้ถึง 7.4 ล้านหลังคาเรือน เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากศูนย์ข้อมูล AI

โครงการถัดมาคือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และเทคโนโลยี 

โฆษกจาก Sentinel Midstream กล่าวว่า โครงการ Texas GulfLink ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อส่งออกน้ำมันดิบในอ่าวเม็กซิโก

นอกจากนี้ คาดว่าญี่ปุ่นจะลงทุนในโรงงานผลิตเพชรสังเคราะห์เชิงอุตสาหกรรมในมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์ ในรัฐจอร์เจีย โดยบริษัท Element Six เพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง

เบื้องหลังดีล 'ภาษีแลกการลงทุน'

การประกาศลงทุนครั้งล่าสุดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่เป็นผลพวงจากข้อตกลงทางการค้าที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศไว้กับญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว เพื่อใช้เป็นหลักประกันว่าสินค้าจากญี่ปุ่นจะไม่ถูกกำแพงภาษีของสหรัฐเล่นงาน ถือเป็นก้าวสำคัญก่อนที่ นายกรัฐมนตรี “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ของญี่ปุ่น มีกำหนดจะเดินทางพบทรัมป์ ณ กรุงวอชิงตันในวันที่ 19 มีนาคม นี้

หัวใจสำคัญของข้อตกลงนี้คือ "การต่อรองภาษี" โดยประธานาธิบดีทรัมป์ ยอมลดเพดานภาษีนำเข้าจากญี่ปุ่นที่เคยขู่ไว้ที่ 25% ให้เหลือเพียง 15% พร้อมลดภาษีรถยนต์ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจญี่ปุ่น 

แถลงการณ์จากทำเนียบขาว และข้อตกลงการค้าทวิภาคีระบุเงื่อนไขคือ ญี่ปุ่นต้องจัดตั้งกองทุนลงทุนในสหรัฐรวมมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ หากญี่ปุ่นไม่จัดหาเงินทุนให้โครงการที่เลือกภายใน 45 วันทำการ สหรัฐ มีสิทธิเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงทันที หรือเรียกคืนรายได้ตามข้อตกลง

ในด้านโครงสร้างการเงิน เรียวเซ อาคาซาวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น และ ฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้หารือกันจนได้ข้อสรุปว่า เงินกองทุน 550,000 ล้านดอลลาร์ นี้ จะไม่ใช่เงินลงทุนโดยตรงทั้งหมด แต่จะเป็นเงินลงทุนตรงเพียง 1-2%

ส่วนที่เหลือจะมาในรูปแบบเงินกู้ และการค้ำประกันผ่านหน่วยงานรัฐของญี่ปุ่นอย่าง JBIC และ NEXI โดยอากาซาวะเน้นย้ำว่าญี่ปุ่นต้องการลงทุนในโครงการที่มีความปลอดภัย และให้ผลตอบแทนที่มั่นคง ไม่ใช่การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง

รมว.พาณิชย์สหรัฐ ระบุว่าโมเดลนี้คือ "วิน-วิน" ทั้งสองฝ่าย โดยญี่ปุ่นจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุน ส่วนอเมริกาจะได้โครงสร้างพื้นฐาน กำลังการผลิต และความเป็นผู้นำด้านพลังงาน โดยเฉพาะการสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการของศูนย์ข้อมูลและ  AI  ซึ่งมีบริษัทรายใหญ่อย่าง SoftBank, Westinghouse และ Toshiba เข้ามาเกี่ยวข้องในกรอบความร่วมมือนี้ด้วย

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์