วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

'แบรนด์จีน' ถล่มค้าปลีกสิงคโปร์ สู้ไม่ไหวจ่อปิดตัว-เร่งควบรวมหนีตาย

'แบรนด์จีน' ถล่มค้าปลีกสิงคโปร์ สู้ไม่ไหวจ่อปิดตัว-เร่งควบรวมหนีตาย

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจของสิงคโปร์จะดูแข็งแกร่ง แต่ธุรกิจค้าปลีกขนาดกลางและขนาดย่อมกำลังเผชิญวิกฤติศรัทธาอย่างหนัก หลังรายงานการปิดตัวของร้านค้าท้องถิ่นพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางการรุกของแบรนด์ต่างชาติ โดยเฉพาะแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากจีนที่ข้ามพรมแดนมาเขย่าตลาด จนทำให้นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่าร้านค้าขนาดเล็กในท้องถิ่นถูกบีบให้ต้องเลือกเส้นทาง "แปลงโฉมธุรกิจ" หรือ "ออกจากตลาด" เท่านั้น

นายกัน คิม ยอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า และอุตสาหกรรมสิงคโปร์ เคยเปิดเผยข้อมูลในสภาฯ ว่า ปัจจุบันเจ้าของธุรกิจค้าปลีกในสิงคโปร์ยังคงเป็นคนท้องถิ่นสูงถึง 89.7% ขณะที่เจ้าของชาวจีนมีเพียง 3% อย่างไรก็ตาม ความกังวลของสังคมกลับสวนทางกับตัวเลขดังกล่าว เนื่องจากภาพลักษณ์การบุกตลาดของแบรนด์จีนในความรู้สึกของผู้บริโภคนั้นรุนแรง และชัดเจนกว่าสถิติทางการมาก

'แบรนด์จีน' ถล่มค้าปลีกสิงคโปร์ สู้ไม่ไหวจ่อปิดตัว-เร่งควบรวมหนีตาย

ต่อประเด็นนี้ ศาสตราจารย์ ซิง เทียน ฟู จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ประชาชนรู้สึกถึงการรุกคืบของเเบรนด์จีนมากกว่าตัวเลขจริง เป็นเพราะสถิติรวบรวมจาก "ชื่อนิติบุคคลที่จดทะเบียน" ไม่ใช่ "จำนวนสาขา" โดยแบรนด์ต่างชาติมักใช้ความได้เปรียบด้านเงินทุนขยายสาขาจำนวนมากในรูปแบบ Chain Stores และใช้พลังการผลิตจำนวนมาก (Economies of Scale) เพื่อคุมต้นทุนซัพพลายเชนให้ต่ำกว่าคู่แข่งท้องถิ่น

ด้าน นายเจียงกัน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Momentum Works องค์กรวิจัย และให้คำปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ธุรกิจในสิงคโปร์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขเจ้าของชาวต่างชาติดูต่ำกว่าความเป็นจริงคือ แบรนด์เหล่านี้มักเข้ามาในรูปแบบการจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่น หรือจดทะเบียนในนามบุคคลสิงคโปร์ ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นในตลาดจริงนั้นมีพลังมหาศาลกว่าที่เห็นในหน้ากระดาษ

ขณะที่ผลสำรวจจาก ธนาคาร OCBC ระบุว่า 36% ของร้านค้าขนาดกลาง และขนาดย่อมมองว่า การแข่งขันคือ ความท้าทายอันดับหนึ่ง ซึ่ง นางเอเลน เฮง หัวหน้าฝ่ายการพาณิชย์ระดับโลกของ OCBC ระบุว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่จำนวนคู่แข่ง แต่คือ "กลยุทธ์ใหม่" ที่แบรนด์ต่างชาตินำมาใช้ ทั้งระบบสมาชิกดิจิทัล และระบบนิเวศธุรกิจ (Ecosystem) ที่เปลี่ยนโลกการค้าปลีกไปอย่างสิ้นเชิง

สมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ASME) สังเกตเห็นสภาวะ "เศรษฐกิจสองความเร็ว" (Two-speed economy) ที่ชัดเจนหรืออธิบายง่ายๆ ว่า ผู้ประกอบการของสิงคโปร์กำลังโดนแบรนด์จีน "ทิ้งห่าง" จนตามไม่ทัน และอาจจะต้องเลิกวิ่ง (ปิดกิจการ) ในที่สุด ในขณะที่แบรนด์ท้องถิ่นกลับเผชิญความยากลำบาก และติดหล่ม "พายุที่สมบูรณ์แบบ" (Perfect Storm) จากทั้งต้นทุนค่าเช่าพุ่งสูง ภาวะขาดแคลนแรงงาน และค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้นตามนโยบายรัฐ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศกลับชะลอตัวลง

อย่างไรก็ดี นายลี ยังมองในแง่บวกว่า แม้แบรนด์จีนจะถล่มตลาดต่อเนื่อง แต่จะเกิดกระบวนการเรียนรู้ซึ่งกัน และกัน ซึ่งสุดท้ายจะกระตุ้นให้บริษัทท้องถิ่นต้องอัปเกรดโมเดลธุรกิจให้ก้าวหน้าขึ้นตามไปด้วย โดยคาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้ เราจะเห็นภาพธุรกิจขนาดเล็กเดินหน้าควบรวมกิจการ (Mergers) หรือสร้างพันธมิตรเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น เพื่อสร้าง "ขนาดธุรกิจ" ให้ใหญ่พอที่จะต่อรอง และอยู่รอดในสมรภูมิที่ยักษ์ใหญ่เป็นผู้คุมเกม

 

 

 

อ้างอิง: The Business Times 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์