ในสายตาของนักลงทุนทั่วโลกขณะนี้ เศรษฐกิจสหรัฐดูแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง ตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) สหรัฐขยายตัว 4.3% ในไตรมาส 3 ปี 2025 เร็วที่สุดในรอบสองปี และสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ตลาดหุ้น S&P 500 ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 13% นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง
ความเชื่อมั่นนี้มีรากฐานมาจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความคาดหวังว่ารัฐบาลทรัมป์จะกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐให้วิ่ง "ร้อนแรง" ต่อเนื่อง อัตราว่างงานที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ 4.4% และผลตอบแทนโดยรวมของตราสารหนี้ที่ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับยุคหลังวิกฤตปี 2008 ปัจจัยเหล่านี้รวมกันจุดชนวนให้นักลงทุนเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น และหันมาแห่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท ตั้งแต่หุ้น ไปจนถึง หุ้นกู้เอกชน
ตลาดหุ้นกู้เอกชนร้อนแรงผิดปกติ
กระแสเงินที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นกู้เอกชนมหาศาล จนทำให้สเปรด (Spread) หรือส่วนต่างผลตอบแทนที่บริษัทเอกชนต้องจ่ายเพิ่มเหนือพันธบัตรรัฐบาล ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ก่อนวิกฤติการเงินโลกปี 2008 ตามรายงานของไฟแนนเชียลไทมส์
ความต้องการที่ล้นตลาดนี้เองที่เปิดโอกาสให้บริษัทยักษ์ใหญ่รีบฉวยประโยชน์ โดย Alphabet บริษัทแม่ของ Google ซึ่งได้รับ Credit Rating ระดับ AA+ จาก S&P ออกหุ้นกู้อายุ 100 ปี ซึ่งหายากมากในโลกการเงิน ขณะที่ Oracle ระดมทุนไปถึง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในคราวเดียว แม้จะมีแรงกดดันว่า Credit Rating อาจถูกปรับลดจากภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นเพราะลงทุนด้าน AI
"Oracle ฉลาดมากที่รีบออกหุ้นกู้ตอนที่ Spread แคบขนาดนี้" นักลงทุนรายหนึ่งในสหรัฐให้ความเห็นกับไฟแนนเชียลไทมส์ พร้อมเสริมว่า "ถ้าไม่ใช่ตอนที่ทุกคนแย่งกันซื้อทุกอย่าง ดีลนี้คงผ่านได้ยาก"
แล้วเศรษฐกิจสหรัฐดีจริงไหม?
บทวิเคราะห์ของดิอีโคโนมิสต์ ชี้ว่าแม้ตัวเลข GDP จะดูสดใส แต่แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและรัฐบาล ไม่ใช่การลงทุนของภาคธุรกิจจริงๆ ซึ่งกลับโตช้าลง สะท้อนว่าบริษัทเอกชนยังไม่มั่นใจในอนาคตมากพอที่จะลงทุนระยะยาว
สัญญาณที่น่ากังวลกว่านั้นมาจากหลายทิศทางพร้อมกัน อัตราเงินเฟ้อที่เคยเกือบลงมาถึงเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงต้นปี 2025 กลับดีดขึ้นมาแตะ 3% อีกครั้ง เพราะบริษัทต่างๆ ผลักต้นทุนจากนโยบายภาษีของทรัมป์มาให้ผู้บริโภค และความเชื่อมั่นผู้บริโภคดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2014 จากความกังวลเรื่องภาษีนำเข้า ค่ารักษาพยาบาล และโอกาสการจ้างงาน
เสียงเตือนจากผู้เล่นในตลาด
นักลงทุนที่มองไกลกว่าเริ่มส่งสัญญาณกังวลอย่างชัดเจน
นูวัน กูเนทิลเลเก้ หัวหน้าฝ่าย Capital Markets ของ Phoenix Group บริษัทประกันใน FTSE 100 และนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหุ้นกู้ บอกกับไฟแนนเชียลไทม์ส ว่า "ตลาด Credit เริ่มแสดงพฤติกรรมแบบฟองสบู่มาตั้งแต่ปลายฤดูร้อนปีที่แล้ว" โดย Phoenix ได้เริ่มขายหุ้นกู้เอกชนออกบางส่วนและหันไปถือสินทรัพย์คุณภาพสูงขึ้นแทน
ส่วนเบน ลอร์ด นักลงทุนจาก M&G Investments วิจารณ์ตรงๆ ว่า "มีคนที่แห่ซื้อยีลด์โดยไม่ได้รับการชดเชยความเสี่ยงที่แท้จริงเลย" ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Citi เตือนในบทวิเคราะห์ล่าสุดว่า "การที่สเปรด บีบตัวแคบลงมากขนาดนี้ สร้างความเสี่ยงแบบไม่สมดุลอย่างมาก หากเกิด Market Shock ขึ้น ผลกระทบจะรุนแรงกว่าที่หลายคนเตรียมรับมือไว้"
แมธธิว บริว หัวหน้าฝ่าย North America Investment Grade Credit ของ Invesco กล่าวว่า "ตอนนี้เป็นตลาดที่ต้องเลือกหุ้นกู้ให้ถูกตัว จะมีทั้งผู้ชนะ และผู้แพ้ในปีนี้ การซื้อหุ้นกู้บริษัท Triple B แล้วหวังว่ากระแสตลาดจะพาไปเองนั้น ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว"
ท้ายที่สุด นักลงทุนแห่เข้าตลาดหุ้นกู้เพราะตัวเลข GDP ที่โตแรง และตลาดหุ้นที่บูม แต่เมื่ออ่านสัญญาณลึกลงไป จะพบว่าการเติบโตส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยการใช้จ่ายระยะสั้น ไม่ใช่การลงทุนที่ยั่งยืน เงินเฟ้อกลับมาแล้ว ตลาดแรงงานเริ่มสั่น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วงลง และนโยบายที่ไม่แน่นอนทำให้มองอนาคตได้ยาก ทั้งหมดนี้คือ "กันชน" ที่ถูกดูดออกไปจากตลาดหุ้นกู้แล้ว หากวันใดวันหนึ่งเศรษฐกิจสะดุดจริงๆ การปรับตัวจะรุนแรงกว่าที่คาด
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





