วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

นักลงทุนลังเล ‘เวียดนาม’ หลังเจอคิวสนามบินยาวเหยียด-รัฐคุมเงินเข้าออกเข้ม

นักลงทุนลังเล ‘เวียดนาม’ หลังเจอคิวสนามบินยาวเหยียด-รัฐคุมเงินเข้าออกเข้ม

แม้เวียดนามเป็นหนึ่งใน ศก.โตเร็วที่สุดในอาเซียน แต่ในความคึกคักนั้น ระบบนิเวศสตาร์ตอัปกลับกำลังสะดุด ทั้งคิวตรวจคนเข้าเมืองที่ยาวเหยียด ข้อจำกัดการโอนเงินออกนอกประเทศ ไปจนถึงกฎระเบียบที่ยังไม่สอดรับมาตรฐานสากล

เว็บไซต์นิกเคอิ เอเชียรายงานว่า เวียดนามกำลังเผชิญภาวะการลงทุนในสตาร์ตอัป “ชะลอตัวลง” โดยนักลงทุน และผู้ประกอบการต่างมองว่า สาเหตุหนึ่งมาจาก “อุปสรรคข้ามพรมแดน” หลายอย่าง 

ตัวอย่างเช่น ที่สนามบินในเวียดนาม ผู้เดินทางอาจต้อง “ใช้เวลานานถึง 1 ชั่วโมง” ในการผ่านด่านตรวจพาสปอร์ต ไม่ใช่เพียงตอนเข้าประเทศ แต่รวมถึงตอนออกจากประเทศด้วย สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่เดินทางมาทำธุรกิจ นั่นหมายความว่า ภาพแรกและภาพสุดท้ายที่พวกเขาเห็นในเวียดนามคือ ภาพผู้คนต่อคิวยาวเหยียด

ในทางกลับกัน หลายประเทศในอาเซียนใช้ระบบตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ และบางประเทศติดตั้งประตูอิเล็กทรอนิกส์ (e-gate) ที่ทำให้ผู้เดินทางผ่านด่านได้ภายในไม่กี่วินาที

เวียดนามเริ่มทดลองใช้เทคโนโลยีนี้แล้ว แต่ยังมีขอบเขตจำกัด อีกปัญหาหนึ่งคือ เวียดนามยังไม่มี “วีซ่าสำหรับสตาร์ตอัป” เหมือนที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทยมีให้

ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่โฮจิมินห์ ซิตี้ กำลังก่อสร้างสนามบินแห่งที่สองคือ สนามบินนานาชาติ Long Thanh ในจังหวัดด่งนายที่อยู่ติดกัน ซึ่งในอนาคต ผู้โดยสารที่ต้องต่อเครื่อง อาจต้องเดินทางระหว่างสนามบินใหม่กับสนามบิน Tan Son Nhat ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน โดยทั้งสองแห่งอยู่ห่างกันราว 50 กิโลเมตร

วินนี ลอเรีย หุ้นส่วนผู้ก่อตั้ง Golden Gate Ventures กล่าวว่า ขั้นตอนยุ่งยากเหล่านี้ “ทำลายโอกาสในการสร้างธุรกิจระดับภูมิภาค” และเขามองว่า เรื่องนี้กำลังส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบนิเวศสตาร์ตอัปของเวียดนาม

เหงียน ถิ เฮือง ซาง ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอแพลตฟอร์มการลงทุน Tititada ก็เห็นด้วยว่า การเดินทางผ่านขั้นตอนในสนามบินของเวียดนามเป็นเรื่องน่าหงุดหงิด และอาจทำให้ชาวต่างชาติไม่อยากกลับมาทำธุรกิจหรือท่องเที่ยวในประเทศอีก

นอกจากนี้ เวียดนามคล้ายกับจีนคือ มีข้อจำกัดในการใช้เงินตราต่างประเทศ และการโอนเงินออกนอกประเทศ ประชาชนต้องพิสูจน์ที่มาของเงินในประเทศก่อน และสามารถใช้เงินไปต่างประเทศได้ในวงเงินจำกัด และเฉพาะค่าใช้จ่ายที่ได้รับอนุญาต เช่น ค่าเล่าเรียนในต่างประเทศ

นักลงทุนมองว่า นี่คือ รูปแบบหนึ่งของ “การควบคุมเงินทุน” ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้ ทำให้สตาร์ตอัปเวียดนามขยายธุรกิจสู่ระดับโลกได้ยากขึ้น และทำให้การให้ “หุ้นตอบแทนพนักงาน” ซึ่งเป็นรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนที่พบได้ทั่วไปในบริษัทเทคโนโลยี ซับซ้อนมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ การควบคุมดังกล่าว ยังทำให้ชาวเวียดนามมีโอกาสน้อยกว่าประชาชนบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ในการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ หรือการนำบริษัทของตนไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ

บริษัทออกแบบชิปอย่าง Marvell เคยให้สัมภาษณ์กับนิกเคอิ เอเชียว่า การห้ามนำเข้าเครื่องจักรใช้แล้วในบางประเภท เป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเสียงบ่นที่พบได้บ่อยในหลายภาคธุรกิจ

ด้านมิง โง หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของ Citi Vietnam ชี้แจงว่า การควบคุมเงินทุนของเวียดนามมีความสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค แต่การ “ค่อยๆ เปิดเสรี” ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ (IFC) และถือเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ละเอียดอ่อนที่สุดของหน่วยงานกำกับดูแล 
 

 

 

อ้างอิง: asia

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์