‘อีลอน มัสก์’ ส่ง SpaceX-xAI กำลังเข้าร่วมแข่งขันในโครงการลับของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ
ลุยโปรเจกต์ลับเพนตากอน ปั้น ‘ฝูงโดรนอัจฉริยะ’ สั่งการด้วยเสียงชิงงบ 3,500 ล้าน ในเวลา 6 เดือน
บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับสถานการณ์เปิดเผยว่า SpaceX ของ “อีลอน มัสก์” และ xAI บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ที่มัสก์เป็นเจ้าของ กำลังเข้าร่วมแข่งขันในโครงการลับของกระทรวงกลาโหมสหรัฐโดยเป้าหมายคือการสร้าง "เทคโนโลยีโดรนแบบฝูง" (Drone Swarm) ที่มีความล้ำสมัย สามารถควบคุมได้ด้วยคำสั่งเสียงและทำงานได้ด้วยตนเองอย่างอิสระ
แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนาม เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัทของมัสก์เป็นหนึ่งในผู้เล่นเพียงไม่กี่รายที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกให้เข้าร่วมชิงชัยในโครงการมูลค่าสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์ ประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งเริ่มเปิดตัวไปเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ข้อมูลการเข้าร่วมของทั้งสองบริษัทในโปรเจกต์ความมั่นคงระดับชาตินี้ ถือเป็นข้อมูลลับที่ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะมาก่อน
ทั้งนี้ SpaceX และ xAI ไม่ได้ตอบคำขอให้แสดงความคิดเห็นของบลูมเบิร์ก
6 เดือน ปั้น ‘ฝูงโดรนอัจฉริยะ’
โครงการแข่งขันนี้มีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน โดยมีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาเทคโนโลยี "ฝูงโดรน" ขั้นสูงที่สามารถเปลี่ยน "คำสั่งเสียง" ให้กลายเป็นชุดคำสั่งดิจิทัล เพื่อใช้ในการควบคุมโดรนจำนวนมากให้ทำงานประสานกันได้พร้อมกันในคราวเดียว
แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีจะรองรับการบินโดรนหลายลำพร้อมกันได้อยู่แล้ว แต่ แหล่งข่าว ระบุว่า ความท้าทายที่แท้จริงคือการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ฝูงโดรนทั้งในน้ำและบนอากาศสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระและฉลาดพอที่จะ "ไล่ล่าเป้าหมาย" ได้เอง โดยการแข่งขันจะถูกแบ่งออกเป็นระยะตามความสำเร็จและระดับความสนใจของผู้เข้าร่วม
การแข่งขันครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง หน่วยนวัตกรรมด้านการป้องกันประเทศ (DIU) ที่เน้นดึงตัวสตาร์ทอัพจากซิลิคอนแวลลีย์ และ กลุ่มปฏิบัติการสงครามอัตโนมัติด้านการป้องกันประเทศ (DAWG) ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ภายใต้กองบัญชาการปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐในรัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 โดยหน่วยงาน DAWG นี้มีภารกิจสานต่อ "โครงการ Replicator" จากยุคไบเดน เพื่อผลิตโดรนอัตโนมัติราคาถูกแบบใช้แล้วทิ้งจำนวนหลายพันลำ
เมื่อมีการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วย DIU ไม่ได้ตอบรับคำขอแสดงความคิดเห็น ขณะที่ หน่วยบัญชาการปฏิบัติการพิเศษ (ผู้ดูแลหน่วย DAWG) ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในประเด็นนี้
สำหรับขั้นตอนการดำเนินงาน เจ้าหน้าที่ด้านกลาโหม ระบุในประกาศการแข่งขันเมื่อ เดือนมกราคม ว่าโครงการนี้จะแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาซอฟต์แวร์ไปจนถึงการทดสอบในสนามจริง โดยโดรนเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการ "โจมตี" ซึ่งเจ้าหน้าที่ย้ำว่าการสื่อสารระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลโดยตรงต่อ "ความร้ายแรง" ของอาวุธชุดนี้
แหล่งข่าวหลายรายระบุว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงในเพนตากอนบางส่วนรู้สึกวิตกเกี่ยวกับการใช้ Generative AI ในระบบอาวุธ เนื่องจากกังวลเรื่อง "อาการหลอน" (Hallucination) หรือการที่ AI สร้างข้อมูลเท็จที่ดูน่าเชื่อถือขึ้นมาเอง หาก AI ตัดสินใจผิดพลาดในการแปลงคำสั่งเสียงในสนามรบโดยไม่มีมนุษย์ตรวจสอบ อาจนำไปสู่หายนะได้
ประเด็นนี้สอดคล้องกับการลาออกของนักวิจัยจากค่าย OpenAI และ Anthropic ที่กังวลเรื่องจริยธรรมและความปลอดภัยของ AI ในปัจจุบัน
xAI เร่งเฟ้นหาวิศวกรระดับ ‘ลับสุดยอด’
บริษัท xAI ของอีลอน มัสก์ เริ่มเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ด้วยการประกาศรับสมัครวิศวกรซอฟต์แวร์ในย่านวอชิงตันและชายฝั่งตะวันตก โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องเป็นผู้ถือใบอนุญาตด้านความปลอดภัยระดับ "ลับ" หรือ "ลับสุดยอด" และมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐหรือกระทรวงกลาโหม
ข้อมูลบนเว็บไซต์ระบุว่า xAI ต้องการปิดดีลการจ้างงานนี้ให้เสร็จสิ้นภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ เพื่อรองรับการทำงานร่วมกับผู้รับเหมาของรัฐบาลกลางในโครงการด้าน AI และข้อมูล
บลูมเบิร์กรายงานว่า xAI ไม่ใช่เจ้าเดียวที่ร่วมโปรเจกต์นี้ เพราะ OpenAI ก็มีส่วนร่วมผ่านบริษัทพันธมิตรอย่าง Applied Intuition ด้วย
อย่างไรก็ตาม โฆษกของ OpenAI และเอกสารภายในระบุชัดเจนว่า OpenAI จะจำกัดบทบาทเฉพาะส่วน "ศูนย์ควบคุมภารกิจ" เพื่อแปลงคำสั่งเสียงเป็นดิจิทัลเท่านั้น โดยจะไม่ยอมให้เทคโนโลยีของตนถูกนำไปใช้ควบคุมฝูงโดรนหรือระบบอาวุธโดยตรง ซึ่งต่างจาก SpaceX และ xAI ที่คาดว่าจะลุยงานครอบคลุมทั้งโครงการ
การขยับตัวเข้าสู่พรมแดนอาวุธที่มีเทคโนโลยี AI ในครั้งนี้ ถูกจับตามองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจสร้างแรงกระเพื่อมและความขัดแย้งในตัวตนของมัสก์
ก่อนหน้านี้ มัสก์เป็นหนึ่งในผู้ที่แสดงจุดยืนคัดค้านการสร้าง "เครื่องจักรสังหาร" มาโดยตลอด แต่การตัดสินใจส่ง SpaceX และ xAI ซึ่งเพิ่งมีการประกาศควบรวมกิจการกันเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ให้เข้าสู่วงการอาวุธ AI เต็มตัว สะท้อนถึงการปรับทิศทางธุรกิจที่สอดรับกับความต้องการของกองทัพสหรัฐมากขึ้น
อ้างอิง Bloomberg





