เบื้องหลัง ‘ปราโบโว’ ผู้นำที่เข้าถึงยากที่สุด รอยร้าวรัฐบาลทำ ‘หุ้นอินโด’ วิกฤติ สู่การสั่งไล่บอร์ดตลาดหุ้นออก เซ่นปมเพิกเฉยคำเตือน MSCI ทำดัชนีดิ่งเหว จนเสี่ยงถูกลดชั้นตลาดโลก
ความตึงเครียดภายในรัฐบาลอินโดนีเซียเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น หลังจากประธานาธิบดี “ปราโบโว ซูเบียนโต” แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์ตลาดหุ้นดิ่งเหวเมื่อช่วงปลายเดือนม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากการที่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานกำกับดูแลเพิกเฉยต่อคำเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับข้อกังวลของสถาบันจัดทำดัชนีหุ้นระดับโลก MSCI จนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างหนัก
ความโกรธเคืองของผู้นำอินโดนีเซียนำไปสู่การสั่งปลดคณะกรรมการกำกับดูแลชุดดังกล่าว และมีการเรียกประชุมด่วนที่บ้านพักส่วนตัวในเมืองโบกอร์ การประชุมที่เต็มไปด้วยรัฐมนตรีระดับหัวกะทิกลับกลายเป็นการสาดโคลนและโยนความผิดให้กันไปมา สะท้อนถึงรอยร้าวและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่เพิ่มมากขึ้นภายในรัฐบาลชุดนี้ท่ามกลาง “วิกฤติเศรษฐกิจ” ที่กำลังรุมเร้า
‘ปราโบโว’ สั่งไล่หน่วยงานกำกับดูแลออก
ท่ามกลางวิกฤติหุ้นตก ปราโบโวได้ตั้งข้อสงสัยอย่างรุนแรงว่าเหตุการณ์นี้เป็นการฝีมือของกลุ่มมหาเศรษฐีในประเทศ หรือมีกลุ่มทุนต่างชาติที่พยายามเข้ามาแทรกแซงอินโดนีเซียหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เหล่ารัฐมนตรีในที่ประชุมได้ช่วยกันชี้แจงว่าไม่ใช่แผนการร้ายจากภายนอก แต่เป็นความบกพร่องโดยตรงของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินและตลาดหลักทรัพย์ ที่เพิกเฉยต่อคำเตือนของ MSCI Inc. ในเรื่องความโปร่งใสและมาตรฐานการลงทุน จนทำให้ตลาดขาดความเชื่อมั่น
ด้วยความโกรธ ปราโบโวถึงขั้นลั่นวาจาว่า "ไล่ออกให้หมด" ซึ่งนำไปสู่การลาออกของทั้งประธานหน่วยงานกำกับดูแลบริการทางการเงิน (OJK) และประธานตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียในเวลาต่อมา เพื่อรับผิดชอบต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากการสัมภาษณ์ผู้ใกล้ชิดและแหล่งข่าวในวงในรัฐบาลกลับสะท้อนภาพที่ต่างออกไป โดยมองว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งกับ MSCI นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความน่ากังวลต่อทิศทางของประเทศภายใต้การนำของปราโบโว
แหล่งข่าวระบุว่าเขาเป็นผู้นำที่มักใช้อารมณ์รุนแรง อีกทั้งยังห้อมล้อมไปด้วยที่ปรึกษาที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและขัดแย้งกันเอง รวมถึงขาดความใส่ใจในรายละเอียดเชิงลึกที่จะทำให้แผนงานเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้จริง
ปราโบโว ‘ผู้นำที่เข้าถึงยากที่สุด’
เรื่องราวทั้งหมดยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งในช่วงปลายปี 2024 โดยอินโดนีเซียต้องเผชิญกับทั้งเหตุจลาจลรุนแรงจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ การที่รัฐเข้ายึดคืนที่ดินจำนวนมาก ซึ่งรวมแล้วมีขนาดเท่าประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงค่าเงินรูเปียะห์ที่กลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนแอที่สุดในเอเชียในช่วงปีที่ผ่านมา
ดักลาส เรเมจ กรรมการผู้จัดการจากบริษัทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ BowerGroupAsia มองว่า "ความพึงพอใจของตลาดหุ้น" ดูเหมือนจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ และเชื่อว่าการที่ปราโบโวจะยอมปรับเปลี่ยนทิศทางการบริหารอย่างจริงจังนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความผันผวนของตลาดในระยะสั้น แต่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจเริ่มส่งผลกระทบต่อการเติบโตของประเทศจนทำให้คะแนนนิยมและแรงสนับสนุนจากประชาชนลดน้อยถอยลงเท่านั้น
หน่วยงานสื่อสารของรัฐบาลซึ่งรับผิดชอบด้านการประชาสัมพันธ์ของประธานาธิบดี ไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ ต่อกรณีนี้ ขณะที่ตัวปราโบโวเองได้กล่าวสุนทรพจน์ที่จาการ์ตาเมื่อวันศุกร์ที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดมั่นในหลักนิติธรรม พร้อมกำชับให้เหล่ารัฐมนตรีเร่งเชิงรุกในการชี้แจงนโยบายของรัฐบาลให้กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในต่างประเทศเข้าใจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากแหล่งข่าวระบุว่า ปราโบโวมักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านพักนอกกรุงจาการ์ตา และจะเดินทางเข้าทำเนียบประธานาธิบดีเฉพาะเมื่อมีวาระสำคัญ เช่น การประชุมคณะรัฐมนตรีหรือการต้อนรับผู้นำต่างประเทศเท่านั้น
พฤติกรรมดังกล่าวทำให้เหล่านักธุรกิจชั้นนำต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นการส่วนตัวว่า เขาเป็นประธานาธิบดีที่ "ลึกลับและเข้าถึงตัวยากที่สุด" ในประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซีย ซึ่งสร้างความลำบากอย่างมากสำหรับภาคเอกชนที่ต้องการเข้าพบเพื่อหารือหรือขอคำชี้แจงด้านนโยบาย ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
ฮาชิม โจโจฮาดิกูซูโม น้องชายและที่ปรึกษาใกล้ชิดของประธานาธิบดีปราโบโว ได้ออกมาเปิดเผยในงานเสวนาทางธุรกิจเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ว่า ตัวประธานาธิบดีเองไม่เคยได้รับรายงานล่วงหน้าเกี่ยวกับข้อกังวลที่ MSCI เคยแจ้งเตือนไว้ โดยเขาระบุว่า "เรื่องนี้ไม่ควรเป็นเรื่องน่าตกใจเลย แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องช็อกสำหรับรัฐบาล เพราะข้อมูลส่งไปไม่ถึงระดับผู้บริหารสูงสุด" ซึ่งคำพูดนี้เป็นการยืนยันว่าเกิดความล้มเหลวในการสื่อสารภายในรัฐบาลเอง
อย่างไรก็ตาม ฮาชิมยังคงเชื่อมั่นว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจโดยรวมของอินโดนีเซียยังคงแข็งแกร่ง และมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือการ "แก้ไขความผิดพลาด" โดยเขาให้นิยามสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นความผิดพลาดเชิงจริยธรรม ที่เคยเกิดขึ้นในตลาดเงินตลาดทุน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาจัดการให้ถูกต้อง
ทั้งนี้ รัฐบาลของปราโบโวมีเวลาจนถึงเดือนพ.ค.นี้ในการเร่งปฏิรูปตลาดทุนตามข้อกำหนดของ MSCI โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นรายย่อย และโครงสร้างการถือหุ้นที่ขาดความโปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้อินโดนีเซียถูกลดชั้นจากกลุ่ม "ตลาดเกิดใหม่" (Emerging Market) ลงไปอยู่ในกลุ่ม "ตลาดชายขอบ" (Frontier Market) ซึ่งหากเกิดการลดชั้นขึ้นจริง จะกลายเป็นสถานการณ์ที่บีบให้นักลงทุนสถาบันทั่วโลกต้องแห่ถอนเงินออกจากตลาดหุ้นอินโดนีเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัญหาเรื้อรัง ‘ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย’
ย้อนกลับไปก่อนที่ MSCI จะยื่นคำขาด แหล่งข่าวระบุว่าบุคคลสำคัญในรัฐบาลอินโดนีเซียเคยพยายามเรียกร้องให้มีการเพิ่มความโปร่งใสในการซื้อขายหุ้นมานานแล้ว แต่ทว่าหน่วยงานกำกับดูแลและตลาดหลักทรัพย์กลับเพิกเฉยต่อข้อเสนอเหล่านั้น โดยเฉพาะ ปันดู ชะห์รีร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Danantara) ที่พยายามผลักดันให้มีการแก้ไขกฎระเบียบมาตั้งแต่ต้นปี 2025 เพื่อเตรียมความพร้อมให้กองทุนสามารถเข้ามาลงทุนในตลาดได้
ชะห์รีร์มองว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซียควรเป็นช่องทางหลักที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ในความเป็นจริงมูลค่าตลาดกลับล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก เขาเคยเตือนหน่วยงานกำกับดูแลอย่างตรงไปตรงมาว่า กองทุนขนาดใหญ่อย่าง Danantara จะเข้าไปลงทุนได้ยากมากในตลาดที่ "ตื้น" และขาดสภาพคล่องเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ทางตัวแทนจาก Danantara ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อกรณีดังกล่าว
กฎเกณฑ์ด้านการถือครองหุ้นที่คลุมเครือและข้อกำหนดสัดส่วนหุ้นรายย่อยที่ต่ำเกินไป เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลใจให้นักลงทุนมานานหลายปี
ข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ให้เห็นว่าบริษัทจดทะเบียนในอินโดนีเซียเกือบ 1 ใน 4 มีสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดจริงไม่ถึง 15% และแม้บางบริษัทจะรายงานตัวเลขที่สูงกว่านั้น แต่ในความเป็นจริงกลับมีการซื้อขายจริงน้อยมากจนแทบไม่มีสภาพคล่อง
นอกจากนี้ บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งยังถูกผูกขาดการถือครองโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ซึ่งนอกจากจะทำให้การซื้อขายในตลาดทำได้ยากแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงให้ราคาหุ้นผันผวนรุนแรงได้ง่ายอีกด้วย แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือการตรวจสอบความจริงว่า บริษัทเหล่านี้มีจำนวนหุ้นที่พร้อมซื้อขายในตลาดจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่
หุ้นพุ่งผิดปกติ จุดชนวน MSCI ตรวจสอบ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเกิดขึ้นเมื่อเดือนส.ค.ปีที่แล้ว เมื่อ MSCI ประกาศเพิ่มหุ้น 28 ตัวเข้าสู่ดัชนีตลาดเกิดใหม่ที่นักลงทุนทั่วโลกเฝ้าติดตาม โดยหนึ่งในนั้นคือหุ้นของบริษัทอินโดนีเซียชื่อ PT Dian Swastatika Sentosa ซึ่งราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 41% ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ส่งผลให้มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ สวนทางกับค่าเฉลี่ยของหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกันที่เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 2% ในช่วงเวลาเดียวกัน
เหตุการณ์ราคาหุ้นที่พุ่งสูงเกินจริงนี้ทำให้ผู้จัดการกองทุนหลายแห่งยื่นเรื่องร้องเรียนไปยัง MSCI เนื่องจากพวกเขามองว่าการสะบัดของราคาที่รุนแรงขนาดนี้ เป็นสัญญาณชัดเจนว่าบริษัทมีหุ้นหมุนเวียนในตลาด สำหรับซื้อขายจริงน้อยเกินไป จนทำให้ราคาถูกลากขึ้นได้ง่ายและขาดเสถียรภาพ
หลังจากได้รับข้อร้องเรียนจากเหล่านักลงทุน MSCI ได้ตัดสินใจปรับแผนการคำนวณใหม่ โดยลดสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนของบริษัท Dian Swastatika Sentosa ลงเหลือเพียง 13% จากเดิมที่เคยระบุไว้ 25% ซึ่งบริษัทนี้ทำธุรกิจเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้า โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือกลุ่ม Sinar Mas ของตระกูลมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดกลุ่มหนึ่งในอินโดนีเซีย การปรับเกณฑ์ของ MSCI ในครั้งนั้นส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงทันทีก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมา ขณะที่ทางกลุ่ม Sinar Mas และบริษัทลูกต่างปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อเหตุการณ์นี้
เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ MSCI เข้าไปตรวจสอบและหารืออย่างเข้มข้นกับหน่วยงานกำกับดูแลและกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย เกี่ยวกับปัญหาการขาดความโปร่งใสในตลาดหุ้นที่มีมูลค่ารวมกว่า 8.8 แสนล้านดอลลาร์ โดยประเด็นสำคัญที่ถกเถียงกันคือ ในความเป็นจริงแล้วมีหุ้นจำนวนเท่าไหร่กันแน่ที่นักลงทุนสามารถเข้าไปซื้อขายได้อย่างอิสระและเข้าถึงได้จริง
ในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา MSCI ได้เริ่มต้นกระบวนการทำประชาพิจารณ์อย่างเป็นทางการเพื่อหาแนวทางใหม่ในการประเมินสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนของหุ้นอินโดนีเซีย ซึ่งข่าวนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นในประเทศดิ่งลงทันที
ขณะเดียวกัน กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอย่าง Danantara ก็ได้พยายามผลักดันหน่วยงานกำกับดูแลและตลาดหลักทรัพย์อีกครั้งให้เร่งปรับปรุงมาตรฐาน โดยทีมงานของกองทุนถึงกับต่อสายตรงหา MSCI เพื่อขอความชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ก่อนจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาส่งต่อให้ผู้กำกับดูแลด้านการเงินของอินโดนีเซียรับทราบ แต่ทว่าหน่วยงานเหล่านั้นกลับยังคงนิ่งเฉยและไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไขสถานการณ์
ความล่าช้านำไปสู่หายนะ ‘ตลาดหุ้น’
หน่วยงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์และ OJK (หน่วยงานกำกับดูแลบริการทางการเงิน) รวมถึงกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย ต่างปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อเหตุการณ์นี้ ขณะที่ทาง MSCI ระบุว่าได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนและวิเคราะห์ข้อมูลเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่สิ้นเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ในเดือนม.ค. ตัวแทนจากหน่วยงานกำกับดูแลของอินโดนีเซียได้เดินทางไปพบผู้บริหาร MSCI ที่นิวยอร์กเพื่อรับปากว่าจะมีการปฏิรูปตลาดหุ้น แต่แหล่งข่าวระบุว่าพวกเขากลับไม่ได้นำเสนอแผนการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนหรือเป็นรูปธรรมเลย
ทว่าเมื่อเดินทางกลับถึงอินโดนีเซีย เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้กลับรายงานต่อกระทรวงการคลังและกองทุน Danantara ว่าพวกเขาสามารถเกลี้ยกล่อมให้ MSCI ยอมระงับคำเตือนไว้ได้แล้ว ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจผิดก่อนที่วิกฤตจะปะทุขึ้นจริง
สถานการณ์มาถึงจุดวิกฤตเมื่อวันที่ 28 ม.ค.เมื่อทีมงานของกองทุน Danantara ตรวจพบประกาศของ MSCI เรื่องการเตรียมลดชั้นตลาดหุ้นอินโดนีเซีย จึงรีบส่งคำเตือนว่ากำลังจะเกิดการเทขายครั้งใหญ่ แต่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานกำกับดูแลการเงินและตลาดหลักทรัพย์กลับมีท่าทีนิ่งเฉยและไม่ได้เร่งรีบดำเนินการใดๆ
จนกระทั่งในช่วงบ่ายที่การเทขายรุนแรงขึ้นและคณะรัฐมนตรีต้องรีบเดินทางไปรายงานประธานาธิบดีปราโบโวที่เมืองโบกอร์ ทางตลาดหลักทรัพย์จึงเพิ่งออกมาแถลงว่าจะยอมทำตามข้อเรียกร้องเรื่องความโปร่งใสของ MSCI แต่ทว่ากว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะยอมให้คำมั่นสัญญาอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะปฏิรูปโครงสร้างการถือหุ้นและเพิ่มเกณฑ์หุ้นหมุนเวียนเป็น 15% เวลาก็ล่วงเลยไปถึงวันถัดไป ซึ่งเป็นตอนที่ดัชนีหุ้นจาการ์ตาดิ่งเหวลงไปลึกถึง 17% แล้ว
การเร่งกู้ศรัทธาตลาดหุ้น
ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียได้แจ้งความคืบหน้าแก่นักลงทุนว่า กำลังเร่งแก้ไขข้อกังวลของ MSCI ให้จบภายในช่วงปลายเดือนก.พ.หรือมี.ค.นี้
นอกจากนี้รัฐบาลยังวางแผนเร่งเปลี่ยนโครงสร้างตลาดหลักทรัพย์ให้เป็นองค์กรแสวงหากำไร โดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอย่าง Danantara สนใจที่จะเข้าถือหุ้นในสัดส่วนสูงถึง 30%
อย่างไรก็ตาม หลุยส์ เหลา ผู้จัดการกองทุนจาก Brandes Investment Partners ให้ความเห็นว่า "การเปลี่ยนกฎนั้นทำง่าย แต่การทำให้มั่นใจว่าบริษัทต่างๆ มีหุ้นหมุนเวียนในตลาดจริงตามเกณฑ์นั้นเป็นเรื่องยาก" โดยบททดสอบที่สำคัญคือการจัดเก็บข้อมูลและการบังคับใช้ เนื่องจากหลายบริษัทอาจไม่เต็มใจเปิดเผยข้อมูลเชิงลึก ซึ่งสิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ MSCI จะพึงพอใจเพียงแค่การมีกฎเกณฑ์ใหม่ หรือจะเรียกร้องให้มีการตรวจสอบยืนยันตัวเลขจริงพร้อมกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน
เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา Moody’s Ratings สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียลงจาก "เสถียร" (Stable) เป็น "ลบ" (Negative) แม้จะยังคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa2 (ระดับน่าลงทุนขั้นต่ำ) ก็ตาม
Moody’s ให้เหตุผลว่านโยบายของรัฐบาลชุดนี้เริ่มคาดเดาได้ยากขึ้น ขาดความเป็นปึกแผ่น และมีการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งหากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป อาจทำลายความน่าเชื่อถือของนโยบายที่อินโดนีเซียสั่งสมมานาน ซึ่งเคยเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเสถียรภาพทางการคลังและการเงินของประเทศ
ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลังได้เข้าหารือกับ Moody’s เพื่อให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น เพื่อกู้คืนภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนต่างชาติกลับคืนมา
บททดสอบความเชื่อมั่น ‘อินโดนีเซีย’
ในขณะนี้ รัฐบาลของปราโบโวยังไม่มีสัญญาณที่จะเปลี่ยนทิศทางนโยบายหลัก โดยยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าโครงการสวัสดิการสังคมตามที่ตั้งเป้าไว้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาอาหารฟรีให้เด็กนักเรียน การสร้างบ้านพักอาศัยราคาถูก และการยกระดับอุตสาหกรรมประมงท้องถิ่นให้ทันสมัย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการสื่อสารที่ขัดแย้งกันเองภายในรัฐบาลกำลังสร้างความสับสนอย่างหนัก ดังเช่นกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดของประธานาธิบดี ออกมาระบุว่ามีการสั่งปลดคณะกรรมการธนาคารรัฐฐานทำรัฐเสียหาย แต่ในวันเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนซึ่งควบตำแหน่งผู้บริหารกองทุน Danantara กลับปฏิเสธว่าไม่มีแผนการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง
ทอม เล็มบอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มองว่าความไม่ชัดเจนในทิศทางนโยบายเช่นนี้กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสการเติบโตและขีดความสามารถในการแข่งขันของอินโดนีเซียในภูมิภาค โดยเขาให้ความเห็นว่า "ตอนนี้รัฐบาลกำลังตกที่นั่งลำบากและเดินหน้าต่อไปได้ยาก" เนื่องจากทางเลือกในการดำเนินนโยบายที่เหลืออยู่นั้นล้วนเป็นทางเลือกที่ยากลำบากและอาจสร้างความพึงพอใจให้กับทุกฝ่ายได้น้อยมากในขณะนี้
อ้างอิง Bloomberg





