วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เบื้องหลัง ‘ปราโบโว’ ไล่บอร์ดตลาดหุ้นออก รอยร้าวรัฐบาลทำ ‘หุ้นอินโด’ วิกฤติ

เบื้องหลัง ‘ปราโบโว’ ไล่บอร์ดตลาดหุ้นออก รอยร้าวรัฐบาลทำ ‘หุ้นอินโด’ วิกฤติ

เบื้องหลัง ‘ปราโบโว’ ผู้นำที่เข้าถึงยากที่สุด รอยร้าวรัฐบาลทำ ‘หุ้นอินโด’ วิกฤติ สู่การสั่งไล่บอร์ดตลาดหุ้นออก เซ่นปมเพิกเฉยคำเตือน MSCI ทำดัชนีดิ่งเหว จนเสี่ยงถูกลดชั้นตลาดโลก

ความตึงเครียดภายในรัฐบาลอินโดนีเซียเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น หลังจากประธานาธิบดี “ปราโบโว ซูเบียนโต” แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์ตลาดหุ้นดิ่งเหวเมื่อช่วงปลายเดือนม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากการที่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานกำกับดูแลเพิกเฉยต่อคำเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับข้อกังวลของสถาบันจัดทำดัชนีหุ้นระดับโลก MSCI จนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างหนัก

ความโกรธเคืองของผู้นำอินโดนีเซียนำไปสู่การสั่งปลดคณะกรรมการกำกับดูแลชุดดังกล่าว และมีการเรียกประชุมด่วนที่บ้านพักส่วนตัวในเมืองโบกอร์  การประชุมที่เต็มไปด้วยรัฐมนตรีระดับหัวกะทิกลับกลายเป็นการสาดโคลนและโยนความผิดให้กันไปมา สะท้อนถึงรอยร้าวและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่เพิ่มมากขึ้นภายในรัฐบาลชุดนี้ท่ามกลาง “วิกฤติเศรษฐกิจ” ที่กำลังรุมเร้า

 ‘ปราโบโว’ สั่งไล่หน่วยงานกำกับดูแลออก

ท่ามกลางวิกฤติหุ้นตก  ปราโบโวได้ตั้งข้อสงสัยอย่างรุนแรงว่าเหตุการณ์นี้เป็นการฝีมือของกลุ่มมหาเศรษฐีในประเทศ หรือมีกลุ่มทุนต่างชาติที่พยายามเข้ามาแทรกแซงอินโดนีเซียหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม เหล่ารัฐมนตรีในที่ประชุมได้ช่วยกันชี้แจงว่าไม่ใช่แผนการร้ายจากภายนอก แต่เป็นความบกพร่องโดยตรงของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินและตลาดหลักทรัพย์ ที่เพิกเฉยต่อคำเตือนของ MSCI Inc. ในเรื่องความโปร่งใสและมาตรฐานการลงทุน จนทำให้ตลาดขาดความเชื่อมั่น

ด้วยความโกรธ ปราโบโวถึงขั้นลั่นวาจาว่า "ไล่ออกให้หมด" ซึ่งนำไปสู่การลาออกของทั้งประธานหน่วยงานกำกับดูแลบริการทางการเงิน (OJK) และประธานตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียในเวลาต่อมา เพื่อรับผิดชอบต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากการสัมภาษณ์ผู้ใกล้ชิดและแหล่งข่าวในวงในรัฐบาลกลับสะท้อนภาพที่ต่างออกไป โดยมองว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งกับ MSCI นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความน่ากังวลต่อทิศทางของประเทศภายใต้การนำของปราโบโว 

แหล่งข่าวระบุว่าเขาเป็นผู้นำที่มักใช้อารมณ์รุนแรง อีกทั้งยังห้อมล้อมไปด้วยที่ปรึกษาที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและขัดแย้งกันเอง รวมถึงขาดความใส่ใจในรายละเอียดเชิงลึกที่จะทำให้แผนงานเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้จริง

 ปราโบโว ‘ผู้นำที่เข้าถึงยากที่สุด’

เรื่องราวทั้งหมดยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งในช่วงปลายปี 2024 โดยอินโดนีเซียต้องเผชิญกับทั้งเหตุจลาจลรุนแรงจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ การที่รัฐเข้ายึดคืนที่ดินจำนวนมาก ซึ่งรวมแล้วมีขนาดเท่าประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงค่าเงินรูเปียะห์ที่กลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนแอที่สุดในเอเชียในช่วงปีที่ผ่านมา

ดักลาส เรเมจ  กรรมการผู้จัดการจากบริษัทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ BowerGroupAsia มองว่า "ความพึงพอใจของตลาดหุ้น" ดูเหมือนจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ และเชื่อว่าการที่ปราโบโวจะยอมปรับเปลี่ยนทิศทางการบริหารอย่างจริงจังนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความผันผวนของตลาดในระยะสั้น แต่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจเริ่มส่งผลกระทบต่อการเติบโตของประเทศจนทำให้คะแนนนิยมและแรงสนับสนุนจากประชาชนลดน้อยถอยลงเท่านั้น

หน่วยงานสื่อสารของรัฐบาลซึ่งรับผิดชอบด้านการประชาสัมพันธ์ของประธานาธิบดี ไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ ต่อกรณีนี้ ขณะที่ตัวปราโบโวเองได้กล่าวสุนทรพจน์ที่จาการ์ตาเมื่อวันศุกร์ที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดมั่นในหลักนิติธรรม พร้อมกำชับให้เหล่ารัฐมนตรีเร่งเชิงรุกในการชี้แจงนโยบายของรัฐบาลให้กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในต่างประเทศเข้าใจมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากแหล่งข่าวระบุว่า ปราโบโวมักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านพักนอกกรุงจาการ์ตา และจะเดินทางเข้าทำเนียบประธานาธิบดีเฉพาะเมื่อมีวาระสำคัญ เช่น การประชุมคณะรัฐมนตรีหรือการต้อนรับผู้นำต่างประเทศเท่านั้น

พฤติกรรมดังกล่าวทำให้เหล่านักธุรกิจชั้นนำต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นการส่วนตัวว่า เขาเป็นประธานาธิบดีที่ "ลึกลับและเข้าถึงตัวยากที่สุด" ในประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซีย ซึ่งสร้างความลำบากอย่างมากสำหรับภาคเอกชนที่ต้องการเข้าพบเพื่อหารือหรือขอคำชี้แจงด้านนโยบาย ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

ฮาชิม โจโจฮาดิกูซูโม น้องชายและที่ปรึกษาใกล้ชิดของประธานาธิบดีปราโบโว ได้ออกมาเปิดเผยในงานเสวนาทางธุรกิจเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ว่า ตัวประธานาธิบดีเองไม่เคยได้รับรายงานล่วงหน้าเกี่ยวกับข้อกังวลที่ MSCI เคยแจ้งเตือนไว้ โดยเขาระบุว่า "เรื่องนี้ไม่ควรเป็นเรื่องน่าตกใจเลย แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องช็อกสำหรับรัฐบาล เพราะข้อมูลส่งไปไม่ถึงระดับผู้บริหารสูงสุด" ซึ่งคำพูดนี้เป็นการยืนยันว่าเกิดความล้มเหลวในการสื่อสารภายในรัฐบาลเอง

อย่างไรก็ตาม ฮาชิมยังคงเชื่อมั่นว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจโดยรวมของอินโดนีเซียยังคงแข็งแกร่ง และมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือการ "แก้ไขความผิดพลาด" โดยเขาให้นิยามสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นความผิดพลาดเชิงจริยธรรม ที่เคยเกิดขึ้นในตลาดเงินตลาดทุน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาจัดการให้ถูกต้อง

ทั้งนี้ รัฐบาลของปราโบโวมีเวลาจนถึงเดือนพ.ค.นี้ในการเร่งปฏิรูปตลาดทุนตามข้อกำหนดของ MSCI โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นรายย่อย และโครงสร้างการถือหุ้นที่ขาดความโปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้อินโดนีเซียถูกลดชั้นจากกลุ่ม "ตลาดเกิดใหม่" (Emerging Market) ลงไปอยู่ในกลุ่ม "ตลาดชายขอบ" (Frontier Market) ซึ่งหากเกิดการลดชั้นขึ้นจริง จะกลายเป็นสถานการณ์ที่บีบให้นักลงทุนสถาบันทั่วโลกต้องแห่ถอนเงินออกจากตลาดหุ้นอินโดนีเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัญหาเรื้อรัง ‘ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย’  

 ย้อนกลับไปก่อนที่ MSCI จะยื่นคำขาด แหล่งข่าวระบุว่าบุคคลสำคัญในรัฐบาลอินโดนีเซียเคยพยายามเรียกร้องให้มีการเพิ่มความโปร่งใสในการซื้อขายหุ้นมานานแล้ว แต่ทว่าหน่วยงานกำกับดูแลและตลาดหลักทรัพย์กลับเพิกเฉยต่อข้อเสนอเหล่านั้น โดยเฉพาะ ปันดู ชะห์รีร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Danantara) ที่พยายามผลักดันให้มีการแก้ไขกฎระเบียบมาตั้งแต่ต้นปี 2025 เพื่อเตรียมความพร้อมให้กองทุนสามารถเข้ามาลงทุนในตลาดได้

เบื้องหลัง ‘ปราโบโว’ ไล่บอร์ดตลาดหุ้นออก รอยร้าวรัฐบาลทำ ‘หุ้นอินโด’ วิกฤติ

ชะห์รีร์มองว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซียควรเป็นช่องทางหลักที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ในความเป็นจริงมูลค่าตลาดกลับล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก เขาเคยเตือนหน่วยงานกำกับดูแลอย่างตรงไปตรงมาว่า กองทุนขนาดใหญ่อย่าง Danantara จะเข้าไปลงทุนได้ยากมากในตลาดที่ "ตื้น" และขาดสภาพคล่องเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ทางตัวแทนจาก Danantara ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อกรณีดังกล่าว

กฎเกณฑ์ด้านการถือครองหุ้นที่คลุมเครือและข้อกำหนดสัดส่วนหุ้นรายย่อยที่ต่ำเกินไป เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลใจให้นักลงทุนมานานหลายปี 

ข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ให้เห็นว่าบริษัทจดทะเบียนในอินโดนีเซียเกือบ 1 ใน 4 มีสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดจริงไม่ถึง 15% และแม้บางบริษัทจะรายงานตัวเลขที่สูงกว่านั้น แต่ในความเป็นจริงกลับมีการซื้อขายจริงน้อยมากจนแทบไม่มีสภาพคล่อง

นอกจากนี้ บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งยังถูกผูกขาดการถือครองโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ซึ่งนอกจากจะทำให้การซื้อขายในตลาดทำได้ยากแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงให้ราคาหุ้นผันผวนรุนแรงได้ง่ายอีกด้วย แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือการตรวจสอบความจริงว่า บริษัทเหล่านี้มีจำนวนหุ้นที่พร้อมซื้อขายในตลาดจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่

หุ้นพุ่งผิดปกติ จุดชนวน  MSCI  ตรวจสอบ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเกิดขึ้นเมื่อเดือนส.ค.ปีที่แล้ว เมื่อ MSCI ประกาศเพิ่มหุ้น 28 ตัวเข้าสู่ดัชนีตลาดเกิดใหม่ที่นักลงทุนทั่วโลกเฝ้าติดตาม โดยหนึ่งในนั้นคือหุ้นของบริษัทอินโดนีเซียชื่อ PT Dian Swastatika Sentosa ซึ่งราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 41% ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ส่งผลให้มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ สวนทางกับค่าเฉลี่ยของหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกันที่เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 2% ในช่วงเวลาเดียวกัน

เหตุการณ์ราคาหุ้นที่พุ่งสูงเกินจริงนี้ทำให้ผู้จัดการกองทุนหลายแห่งยื่นเรื่องร้องเรียนไปยัง MSCI เนื่องจากพวกเขามองว่าการสะบัดของราคาที่รุนแรงขนาดนี้ เป็นสัญญาณชัดเจนว่าบริษัทมีหุ้นหมุนเวียนในตลาด สำหรับซื้อขายจริงน้อยเกินไป จนทำให้ราคาถูกลากขึ้นได้ง่ายและขาดเสถียรภาพ

 หลังจากได้รับข้อร้องเรียนจากเหล่านักลงทุน MSCI ได้ตัดสินใจปรับแผนการคำนวณใหม่ โดยลดสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนของบริษัท Dian Swastatika Sentosa ลงเหลือเพียง 13% จากเดิมที่เคยระบุไว้ 25% ซึ่งบริษัทนี้ทำธุรกิจเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้า โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือกลุ่ม Sinar Mas ของตระกูลมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดกลุ่มหนึ่งในอินโดนีเซีย การปรับเกณฑ์ของ MSCI ในครั้งนั้นส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงทันทีก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมา ขณะที่ทางกลุ่ม Sinar Mas และบริษัทลูกต่างปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ MSCI เข้าไปตรวจสอบและหารืออย่างเข้มข้นกับหน่วยงานกำกับดูแลและกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย เกี่ยวกับปัญหาการขาดความโปร่งใสในตลาดหุ้นที่มีมูลค่ารวมกว่า 8.8 แสนล้านดอลลาร์ โดยประเด็นสำคัญที่ถกเถียงกันคือ ในความเป็นจริงแล้วมีหุ้นจำนวนเท่าไหร่กันแน่ที่นักลงทุนสามารถเข้าไปซื้อขายได้อย่างอิสระและเข้าถึงได้จริง

ในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา MSCI ได้เริ่มต้นกระบวนการทำประชาพิจารณ์อย่างเป็นทางการเพื่อหาแนวทางใหม่ในการประเมินสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนของหุ้นอินโดนีเซีย ซึ่งข่าวนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นในประเทศดิ่งลงทันที 

ขณะเดียวกัน กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอย่าง Danantara ก็ได้พยายามผลักดันหน่วยงานกำกับดูแลและตลาดหลักทรัพย์อีกครั้งให้เร่งปรับปรุงมาตรฐาน โดยทีมงานของกองทุนถึงกับต่อสายตรงหา MSCI เพื่อขอความชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ก่อนจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาส่งต่อให้ผู้กำกับดูแลด้านการเงินของอินโดนีเซียรับทราบ แต่ทว่าหน่วยงานเหล่านั้นกลับยังคงนิ่งเฉยและไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไขสถานการณ์

ความล่าช้านำไปสู่หายนะ ‘ตลาดหุ้น’

หน่วยงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์และ OJK (หน่วยงานกำกับดูแลบริการทางการเงิน) รวมถึงกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย ต่างปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อเหตุการณ์นี้ ขณะที่ทาง MSCI ระบุว่าได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนและวิเคราะห์ข้อมูลเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่สิ้นเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม ในเดือนม.ค. ตัวแทนจากหน่วยงานกำกับดูแลของอินโดนีเซียได้เดินทางไปพบผู้บริหาร MSCI ที่นิวยอร์กเพื่อรับปากว่าจะมีการปฏิรูปตลาดหุ้น แต่แหล่งข่าวระบุว่าพวกเขากลับไม่ได้นำเสนอแผนการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนหรือเป็นรูปธรรมเลย 

ทว่าเมื่อเดินทางกลับถึงอินโดนีเซีย เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้กลับรายงานต่อกระทรวงการคลังและกองทุน Danantara ว่าพวกเขาสามารถเกลี้ยกล่อมให้ MSCI ยอมระงับคำเตือนไว้ได้แล้ว ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจผิดก่อนที่วิกฤตจะปะทุขึ้นจริง

 สถานการณ์มาถึงจุดวิกฤตเมื่อวันที่ 28 ม.ค.เมื่อทีมงานของกองทุน Danantara ตรวจพบประกาศของ MSCI เรื่องการเตรียมลดชั้นตลาดหุ้นอินโดนีเซีย จึงรีบส่งคำเตือนว่ากำลังจะเกิดการเทขายครั้งใหญ่ แต่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานกำกับดูแลการเงินและตลาดหลักทรัพย์กลับมีท่าทีนิ่งเฉยและไม่ได้เร่งรีบดำเนินการใดๆ 

จนกระทั่งในช่วงบ่ายที่การเทขายรุนแรงขึ้นและคณะรัฐมนตรีต้องรีบเดินทางไปรายงานประธานาธิบดีปราโบโวที่เมืองโบกอร์ ทางตลาดหลักทรัพย์จึงเพิ่งออกมาแถลงว่าจะยอมทำตามข้อเรียกร้องเรื่องความโปร่งใสของ MSCI แต่ทว่ากว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะยอมให้คำมั่นสัญญาอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะปฏิรูปโครงสร้างการถือหุ้นและเพิ่มเกณฑ์หุ้นหมุนเวียนเป็น 15% เวลาก็ล่วงเลยไปถึงวันถัดไป ซึ่งเป็นตอนที่ดัชนีหุ้นจาการ์ตาดิ่งเหวลงไปลึกถึง 17% แล้ว

การเร่งกู้ศรัทธาตลาดหุ้น 

ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียได้แจ้งความคืบหน้าแก่นักลงทุนว่า กำลังเร่งแก้ไขข้อกังวลของ MSCI ให้จบภายในช่วงปลายเดือนก.พ.หรือมี.ค.นี้ 

นอกจากนี้รัฐบาลยังวางแผนเร่งเปลี่ยนโครงสร้างตลาดหลักทรัพย์ให้เป็นองค์กรแสวงหากำไร  โดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอย่าง Danantara สนใจที่จะเข้าถือหุ้นในสัดส่วนสูงถึง 30%

 อย่างไรก็ตาม หลุยส์ เหลา  ผู้จัดการกองทุนจาก Brandes Investment Partners ให้ความเห็นว่า "การเปลี่ยนกฎนั้นทำง่าย แต่การทำให้มั่นใจว่าบริษัทต่างๆ มีหุ้นหมุนเวียนในตลาดจริงตามเกณฑ์นั้นเป็นเรื่องยาก" โดยบททดสอบที่สำคัญคือการจัดเก็บข้อมูลและการบังคับใช้ เนื่องจากหลายบริษัทอาจไม่เต็มใจเปิดเผยข้อมูลเชิงลึก ซึ่งสิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ MSCI จะพึงพอใจเพียงแค่การมีกฎเกณฑ์ใหม่ หรือจะเรียกร้องให้มีการตรวจสอบยืนยันตัวเลขจริงพร้อมกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน

 เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา Moody’s Ratings สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียลงจาก "เสถียร" (Stable) เป็น "ลบ" (Negative) แม้จะยังคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa2 (ระดับน่าลงทุนขั้นต่ำ) ก็ตาม  

 Moody’s ให้เหตุผลว่านโยบายของรัฐบาลชุดนี้เริ่มคาดเดาได้ยากขึ้น ขาดความเป็นปึกแผ่น และมีการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งหากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป อาจทำลายความน่าเชื่อถือของนโยบายที่อินโดนีเซียสั่งสมมานาน ซึ่งเคยเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเสถียรภาพทางการคลังและการเงินของประเทศ

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลังได้เข้าหารือกับ Moody’s เพื่อให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น เพื่อกู้คืนภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนต่างชาติกลับคืนมา

 บททดสอบความเชื่อมั่น ‘อินโดนีเซีย’

ในขณะนี้ รัฐบาลของปราโบโวยังไม่มีสัญญาณที่จะเปลี่ยนทิศทางนโยบายหลัก โดยยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าโครงการสวัสดิการสังคมตามที่ตั้งเป้าไว้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาอาหารฟรีให้เด็กนักเรียน การสร้างบ้านพักอาศัยราคาถูก และการยกระดับอุตสาหกรรมประมงท้องถิ่นให้ทันสมัย 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการสื่อสารที่ขัดแย้งกันเองภายในรัฐบาลกำลังสร้างความสับสนอย่างหนัก ดังเช่นกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดของประธานาธิบดี ออกมาระบุว่ามีการสั่งปลดคณะกรรมการธนาคารรัฐฐานทำรัฐเสียหาย แต่ในวันเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนซึ่งควบตำแหน่งผู้บริหารกองทุน Danantara กลับปฏิเสธว่าไม่มีแผนการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

ทอม เล็มบอง  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มองว่าความไม่ชัดเจนในทิศทางนโยบายเช่นนี้กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสการเติบโตและขีดความสามารถในการแข่งขันของอินโดนีเซียในภูมิภาค โดยเขาให้ความเห็นว่า "ตอนนี้รัฐบาลกำลังตกที่นั่งลำบากและเดินหน้าต่อไปได้ยาก" เนื่องจากทางเลือกในการดำเนินนโยบายที่เหลืออยู่นั้นล้วนเป็นทางเลือกที่ยากลำบากและอาจสร้างความพึงพอใจให้กับทุกฝ่ายได้น้อยมากในขณะนี้

 

อ้างอิง Bloomberg