'เศรษฐา ทวีสิน' ร่อนจดหมายถึงสื่ออังกฤษ 'ไฟแนนเชียล ไทมส์' กรณีวิเคราะห์ประเทศไทยเป็น 'คนป่วยแห่งเอเชีย' ชี้วินิจฉัยถูกแล้วแต่ยังขาดวิธีรักษา เสนอรีเซ็ตครั้งใหญ่แก้หนี้ครัวเรือน ควบคู่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น แลนด์บริดจ์ และปรับกฎเกณฑ์ดึงทุนต่างชาติ
นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานอำนวยการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ส่งจดหมายถึงหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ (FT) ระบุว่า จากบทความที่กล่าวถึงเหตุใดประเทศไทยจึงกลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” เมื่อวันที่ 4 ก.พ.69 นั้น สื่อดังอังกฤษวินิจฉัยอาการได้อย่างถูกต้อง แต่ยังขาดแนวทางการรักษาที่เป็นไปได้ ซึ่งนายเศรษฐา ได้เสนอทางออกดังนี้
ประการแรก หากต้องการฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประเทศไทยจำเป็นต้อง "ตัดวงจรอุบาทว์ของหนี้ครัวเรือน" ที่ผ่านมา มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีตไม่สามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจ (multiplier effect) อย่างมีนัยสำคัญได้ เพราะผลลัพธ์ถูกลดทอนด้วยภาระหนี้ที่มีอยู่เดิม และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้คนไทยไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักหนี้ได้ด้วยการแจกเงินเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่จำเป็นคือ สิ่งที่เรียกว่า "การรีเซ็ตครั้งใหญ่" โดยใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าซื้อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อย่างจริงจัง เพื่อให้ครัวเรือนที่มีหนี้ได้มีพื้นที่หายใจ และสามารถกลับเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจได้อีกครั้ง แนวทางเช่นนี้จะช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และกระตุ้นการบริโภคในประเทศไปได้พร้อมกัน
ประเทศไทยจำเป็นต้องก้าวจากการเป็นเพียง "จุดหมายปลายทาง" สู่การเป็น "ส่วนสำคัญของเศรษฐกิจโลก" ซึ่งต้องอาศัยยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานสองด้าน
ประการแรก ประเทศต้องให้ความสำคัญกับสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ เช่น ระบบรถไฟเหนือ-ใต้ และโครงการ "แลนด์บริดจ์" ที่เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของการค้าอย่างมีนัยสำคัญ
ประการที่สอง ต้องมีการปรับปรุงกรอบกฎระเบียบให้ทันสมัย การเปิดให้มีข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงจะเป็น "ตัวเปลี่ยนเกม" เพราะเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติสามารถซื้อพลังงานสะอาดได้โดยตรง ซึ่งช่วยขจัดอุปสรรคสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีที่มีข้อกำหนด ESG เข้มงวด เมื่อผนวกกับนโยบาย “Go Cloud First” ของไทย เราได้ช่วยดึงดูดการลงทุนสำคัญๆ ในดาต้าเซนเตอร์ และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แล้ว ซึ่งสามารถเป็นตัวเร่งการเติบโตของผลิตภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI
สำหรับ "ภาคการท่องเที่ยว" จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงจากการเน้นปริมาณสู่การเน้นเชิงคุณค่า ประเทศไทยมีมากกว่าแค่ชายหาด และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง และหลากหลายมากขึ้นจะช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์การท่องเที่ยวตกต่ำที่คุณได้กล่าวถึง
ท้ายที่สุด ความสะดวกในการทำธุรกิจ (ease of doing business) ต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น นี่เป็นประเด็นระยะยาว แต่เราต้องเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้
แม้จะเผชิญความท้าทายในปัจจุบัน แต่ประเทศไทยก็ยังคงมีจุดแข็งในด้านค่าครองชีพ ภูมิอากาศ การท่องเที่ยว อาหาร การแพทย์ และบริการด้านสุขภาพ หากมีการปฏิรูปที่ถูกต้อง เราจะสามารถทวงคืนสถานะหุ้นส่วนสำคัญที่โลกไม่อาจมองข้ามได้ และเราสามารถทำให้ “คนป่วยแห่งเอเชีย” กลับมาวิ่งได้ และเร็วด้วย
ที่มา: Financial Times
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





