หลังแคลิฟอร์เนียเสนอเก็บ ‘ภาษีความมั่งคั่ง 5%’ จากมหาเศรษฐีพันล้าน แม้ยังไม่ทันเริ่มประชามติ แต่คลื่นย้ายถิ่นก็เริ่มแล้ว โดยหันไปพำนักใน ‘รัฐฟลอริดา’ แทน ที่ซึ่ง ‘ไม่มีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา’
“แคลิฟอร์เนีย” รัฐที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “แหล่งรวมเศรษฐียักษ์เทคฯ” และมีแหล่งรายได้ภาษีก้อนมหึมาจากเศรษฐีเหล่านี้
ทว่า ในวันนี้ รัฐทองคำแห่งนี้กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ ข้อเสนอจัดเก็บ “ภาษีความมั่งคั่ง 5%” จากผู้มีทรัพย์สินเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 31,000 ล้านบาท) กำลังเขย่าฐานทุนเทคโนโลยีทั้งประเทศ เพราะเมื่อรัฐที่เคยเป็นสวรรค์ของผู้สร้างความมั่งคั่ง เริ่มยื่นมือขอส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะเก็บได้เท่าไร” แต่คือ “ใครจะยังอยู่ให้เก็บ”
แม้ร่างกฎหมายยังไม่ผ่านประชามติ ซึ่งมีกำหนดทำในเดือนพฤศจิกายน แต่แค่ “ความเป็นไปได้” ว่าจะถูกบังคับใช้ ก็เพียงพอให้มหาเศรษฐีหลายรายเริ่มจัดระเบียบชีวิตและสินทรัพย์ใหม่ บางรายย้ายสำนักงาน บางรายย้ายทะเบียนบริษัท และบางราย “ย้ายถิ่นพำนัก”
หนึ่งในชื่อที่ถูกจับตาคือ “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ผู้ก่อตั้ง Meta ซึ่งมีรายงานว่า อยู่ระหว่างการเข้าซื้อคฤหาสน์ริมน้ำมูลค่า 150–200 ล้านดอลลาร์ บนเกาะหรู Indian Creek Island ในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา
ภาษี 5% ที่อาจหมายถึง ‘หมื่นล้านดอลลาร์’
ข้อเสนอภาษีดังกล่าว จะเรียกเก็บแบบครั้งเดียว 5% จากผู้ที่มีทรัพย์สินสุทธิเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ โดยใช้เกณฑ์ผู้อาศัยในวันที่ 1 มกราคม 2026
สำหรับมหาเศรษฐีระดับบนสุด ตัวเลขที่ต้องจ่ายไม่ใช่หลักร้อยล้าน แต่เป็น “หลักหมื่นล้าน”
ตัวอย่างเช่น มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซึ่งมีทรัพย์สินประมาณ 239,000 ล้านดอลลาร์ หากคิดตามอัตรา 5% ภาระภาษีจะอยู่ราว 12,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขที่มากกว่างบประมาณทั้งปีของหลายประเทศกำลังพัฒนา และเขาไม่ใช่กรณีเดียว
ปัจจุบัน แคลิฟอร์เนียมีมหาเศรษฐีราว 200–246 ราย หากทุกคนยังคงสถานะผู้พำนักในรัฐนี้ เงินที่รัฐบาลจะจัดเก็บได้ อาจแตะระดับ “หลายหมื่นล้านดอลลาร์” ซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งในมาตรการรีดรายได้จากคนรวยที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ
ดิเวช มากัน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทการลงทุนในซิลิคอนแวลลีย์อย่าง ICONIQ Capital และผู้จัดการความมั่งคั่งให้กับบุคคลที่ร่ำรวยในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เปิดเผยว่า มีอย่างน้อย 5 ครอบครัว ที่ได้ย้ายออกจากแคลิฟอร์เนียไปแล้ว
มากันคาดการณ์ว่า จะมีครอบครัวมหาเศรษฐีอีกประมาณ 15–20 ครอบครัว ย้ายออกจากรัฐ หากมาตรการภาษีดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน
เหตุผลของฝ่ายสนับสนุน: อุดรูรั่วงบประมาณ
กลุ่มผู้ผลักดันร่างกฎหมาย โดยเฉพาะสหภาพแรงงานภาคสาธารณสุข SEIU มองว่า มาตรการนี้เป็น “ทางออกจำเป็น” ต่อวิกฤติการคลัง
แคลิฟอร์เนียกำลังเผชิญ “ช่องว่างงบประมาณ Medi-Cal” ที่คาดว่าจะสะสมกว่า 190,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า หลังการปรับลดงบประมาณด้านสาธารณสุขจากรัฐบาลกลาง
รายได้จากภาษีความมั่งคั่งจะถูกจัดสรรไปยังระบบสาธารณสุข การศึกษา โครงการช่วยเหลือด้านอาหารและสวัสดิการสังคม
ผู้สนับสนุนให้เหตุผลว่า ภาษีดังกล่าวกระทบประชากรเพียง “กลุ่มเล็กมาก” ที่ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในทศวรรษที่ผ่านมา และจะไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของมหาเศรษฐีอย่างมีนัยสำคัญ
อย่าไล่ห่านทองคำออกจากรัฐ
อย่างไรก็ตาม นักวางแผนภาษีและผู้จัดการความมั่งคั่งเตือนว่า การจัดเก็บภาษีแบบนี้ อาจเร่งให้ฐานภาษีเคลื่อนย้าย
หากฐานภาษีย้ายออก รายได้ก้อนใหญ่ครั้งเดียว อาจแลกมาด้วยการสูญเสียรายได้ระยะยาวจากภาษีเงินได้ การลงทุน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ
สำนักงานวิเคราะห์งบประมาณของแคลิฟอร์เนียเตือนว่า การแก้ปัญหาด้วยภาษีความมั่งคั่งแบบครั้งเดียว อาจกระทบกองทุนทั่วไปของรัฐในระยะยาว โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของแคลิฟอร์เนียเกือบ 40% มาจากผู้มีรายได้สูงสุด 1% หากภาษีใหม่ทำให้ “เหล่าแม่ไก่ที่ออกไข่ทองคำ” ย้ายออก รัฐก็จะเสี่ยงสูญเสียรายได้สำหรับบริการสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม เจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia ระบุว่า เขา “ไม่มีแผนย้าย” และ “ยอมรับได้” หากภาษีผ่าน ขณะที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์บางรายเชื่อว่า ร่างกฎหมายสุดท้ายจะไม่ผ่านประชามติ
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง มหาเศรษฐีจำนวนไม่น้อยเริ่มวางแผนสำรอง
แลร์รี เพจ ผู้ร่วมก่อตั้ง Google ถูกระบุว่าได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์รวมกว่า 173 ล้านดอลลาร์ในย่าน Coconut Grove เมืองไมอามี และจัดตั้งนิติบุคคลในฟลอริดาก่อนเส้นตาย
ปีเตอร์ ธีล ผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal เปิดสำนักงานในไมอามี และลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในฟลอริดา
เดวิด แซคส์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการของ PayPal เปิดสำนักงานในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส
เซอร์เกย์ บริน ผู้ร่วมก่อตั้ง Google มีรายงานว่า อยู่ระหว่างพิจารณาซื้อบ้านริมน้ำในฟลอริดา
ทั้งหมดเกิดขึ้น “ก่อน” วันที่ 1 มกราคม 2026 ซึ่งเป็นเส้นแบ่งสถานะผู้พำนัก
คำถามจึงไม่ใช่ว่า “ใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับภาษี” แต่คือ “ใครจะยังอยู่ในฐานะผู้พำนัก เมื่อกฎหมายมีผล”
ไมอามี เมืองหลบภาษี หรือศูนย์กลางทุนใหม่?
“เกาะ Indian Creek” เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ซึ่งอาจเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ใหม่ของซักเคอร์เบิร์ก อยู่ไม่ไกลจากที่ดินของเจฟฟ์ เบซอส และเป็นชุมชนที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด
“ฟลอริดา” ไม่มีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต่างจาก “แคลิฟอร์เนีย” ที่มีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดในสหรัฐ สูงถึง 13.3% สำหรับผู้มีรายได้สูงในปีภาษี 2025
ปรากฏการณ์นี้อาจเรียกว่า “ภูมิรัฐศาสตร์ภาษี” โดยแคลิฟอร์เนียกำลังเผชิญแรงกดดันด้านงบประมาณ ต้องการรายได้เพิ่ม เพื่อค้ำจุนสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐาน
ขณะที่ฟลอริดา เท็กซัส และเนวาดา เลือกใช้ “นโยบายภาษีต่ำ” เป็นเครื่องมือแข่งขัน ดึงดูดทั้งบริษัท สำนักงานกองทุน และบุคคลมั่งคั่งให้ย้ายฐานเข้ามา
ผลลัพธ์คือ “การแข่งขันระหว่างมลรัฐ” เพื่อแย่งฐานภาษี ในโลกที่ทุนสามารถเคลื่อนย้ายได้รวดเร็ว
ที่อยู่อาศัยจึงไม่ใช่เพียงเรื่องไลฟ์สไตล์ แต่คือเครื่องมือบริหารความเสี่ยงทางการเงิน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไมอามีไม่ได้ดึงดูดเพียงเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์หรือผู้เล่นทางการเงิน แต่กำลังกลายเป็นฐานใหม่ของกองทุน Venture Capital, บริษัทเทคโนโลยี และสำนักงานครอบครัว (Family Office)
นี่เป็นสัญญาณว่า ศูนย์กลางอำนาจทางทุน อาจไม่ได้ผูกติดอยู่กับซิลิคอนวัลเลย์เพียงแห่งเดียวอีกต่อไป
ภาษีที่อาจไม่เคยถูกเก็บ…แต่เปลี่ยนพฤติกรรมไปแล้ว
แม้ร่างกฎหมายยังไม่ผ่าน แต่ผลกระทบเชิงพฤติกรรมได้เริ่มต้นแล้ว มีรายงานว่ามหาเศรษฐีอย่างน้อย 6 ราย ย้ายสถานะก่อนปีใหม่ ผู้ให้คำปรึกษาภาษีหลายรายระบุว่า กำลังช่วยลูกค้าจัดโครงสร้างใหม่ บริษัทลงทุนและกองทุนเปิดสำนักงานในรัฐภาษีต่ำ
นี่อาจเป็นตัวอย่างว่า “กฎหมายยังไม่เกิด แต่ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายทุนแล้ว”
หากร่างภาษีผ่าน แคลิฟอร์เนียอาจได้เงินก้อนใหญ่ครั้งเดียว แต่ก็อาจสูญเสียฐานภาษีระยะยาว
ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงข่าวอสังหาริมทรัพย์ของมหาเศรษฐี แต่คือการทดสอบว่า รัฐสามารถเก็บภาษีจากความมั่งคั่งมหาศาลได้โดยไม่กระทบโครงสร้างทุนหรือไม่
หากภาษีผ่านและไม่มีใครย้าย รัฐจะได้ทรัพยากรเพื่ออุดช่องว่างสวัสดิการ แต่หากทุนไหลออก
ภาระอาจย้อนกลับสู่คนส่วนใหญ่ และในเกมนี้ การตัดสินใจไม่ได้เกิดขึ้นในวันลงประชามติ
แต่เริ่มต้นแล้ว ในวันที่มหาเศรษฐีเริ่มจัดกระเป๋า
คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ควรเก็บหรือไม่ควรเก็บ” แต่คือ “รัฐจะออกแบบนโยบายอย่างไร ไม่ให้ทำลายฐานรายได้ของตนเอง” และคำตอบนั้น จะสะท้อนทิศทางของทุนนิยมอเมริกันในทศวรรษหน้า
อ้างอิง: realtor, nypost, business, cnbc, tax, intuitS, economist





