วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

อินโดนีเซียจ่ายหนี้รถไฟจีนหนัก ต้องใช้คืนปีละกว่า 1.2 ล้านล้านรูเปียห์

อินโดนีเซียจ่ายหนี้รถไฟจีนหนัก ต้องใช้คืนปีละกว่า 1.2 ล้านล้านรูเปียห์

จากโครงการที่เคยถูกขายฝันว่า ‘ไม่ต้องค้ำประกันหนี้ใดๆ’ วันนี้รถไฟความเร็วสูง Whoosh กลับกลายเป็นภาระงบประมาณที่รัฐบาลอินโดนีเซียต้องควักเงินปีละกว่า 1.2 ล้านล้านรูเปียห์ เพื่อประคองหนี้กู้จีน ท่ามกลางต้นทุนที่บานปลายรายได้ต่ำกว่าคาด และตัวเลขขาดทุนที่พุ่งไม่หยุด

เว็บไซต์นิกเคอิ เอเชียรายงานว่า รัฐบาลอินโดนีเซีย จะนำ “งบประมาณแผ่นดิน” ไปชำระหนี้ให้จีน จากโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน ทั้งที่ในตอนแรก ปักกิ่ง เคยยืนยันว่า โครงการนี้จะ “ไม่สร้างภาระทางการเงิน” ให้กับอินโดนีเซีย ซึ่งท้ายที่สุดกลับกลายเป็นการประเมินที่มองโลกในแง่ดีเกินไป

ปราเซ็ตโย ฮาดี รัฐมนตรีประจำสำนักงานทำเนียบเปิดเผยเมื่อวันอังคาร ว่า ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ตัดสินใจให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณปีละประมาณ 1.2 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 71.4 ล้านดอลลาร์) เพื่อชำระหนี้โครงการดังกล่าว

ทั้งนี้ “จีน” เป็นผู้นำการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง “Whoosh” ซึ่งเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนตุลาคม 2023 ถือเป็นรถไฟความเร็วสูงสายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมกรุงจาการ์ตากับเมืองบันดุง ระยะทาง 140 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่น และจีน แข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อคว้าสัญญาก่อสร้างโครงการนี้ เดิมทีข้อเสนอรูปแบบคล้ายชินคันเซ็นของญี่ปุ่น ถูกมองว่าเป็นตัวเต็ง โดยองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ได้จัดทำการศึกษาความเป็นไปได้เสร็จสิ้นในเดือนมิถุนายน 2015

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโจโก โจโกวี วิโดโดในขณะนั้น ตัดสินใจเลือกข้อเสนอจากจีนในเดือนกันยายน 2015 หลังจากจีนเสนอเงื่อนไขที่ดึงดูดใจอย่างมาก ภายใต้การผลักดันของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และโครงการโครงสร้างพื้นฐาน Belt and Road Initiative ข้อเสนอของจีนถือว่า “พิเศษ” เพราะระบุว่า อินโดนีเซียไม่ต้องใส่เงินลงทุนเอง และไม่ต้องค้ำประกันหนี้ใดๆ

ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศจีน จะปล่อยกู้ 5.4 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 75% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด และจะชำระหนี้คืนจากรายได้ของรถไฟทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่เป็นไปตามคำสัญญา สาเหตุสำคัญคือ การประเมินที่มองโลกในแง่ดีเกินไป เดิมทีต้นทุนโครงการประเมินไว้ที่ 6 พันล้านดอลลาร์ แต่สุดท้ายพุ่งสูงขึ้นอีก 1.2 พันล้านดอลลาร์ จากความล่าช้าในการก่อสร้าง และปัจจัยอื่นๆ

รายได้จากค่าโดยสาร ก็ “ต่ำกว่าคาดการณ์มาก” เดิมประเมินว่า ผู้โดยสารจะมากกว่า 18 ล้านคนต่อปี แต่ปีที่แล้วมีผู้โดยสารเพียง 6.2 ล้านคน

บริษัทที่ดูแลโครงการนี้ มีผู้ถือหุ้นฝั่งอินโดนีเซีย 60% เป็นกลุ่มรัฐวิสาหกิจ นำโดยการรถไฟอินโดนีเซีย (KAI) ส่วนอีก 40% เป็นกลุ่มทุนจากจีน

ขณะนี้ฐานะการเงินของโครงการแย่ลงอย่างรวดเร็ว จนประธาน KAI บ็อบบี้ ราซิดิน ออกมายอมรับว่า สถานการณ์เหมือน “ระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลัง”

กลุ่มทุนฝั่งอินโดนีเซียขาดทุนหนัก โดยในปีที่สิ้นสุดเดือนธันวาคม 2024 ขาดทุนสุทธิถึง 4.19 ล้านล้านรูเปียห์ และแค่ช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ก็ขาดทุนเพิ่มอีก 1.62 ล้านล้านรูเปียห์แล้ว

ขณะเดียวกัน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน หนี้สินพุ่งขึ้นเป็น 18.9 ล้านล้านรูเปียห์ และถ้านับรวมทั้งบริษัทผู้ดำเนินโครงการทั้งหมด ตัวเลขขาดทุน และหนี้จะสูงกว่านี้อีกมาก
 

 

 

อ้างอิง: nikkei

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์