รัฐบาลสิงคโปร์ให้สิทธิใช้เครื่องมือ AI พรีเมียมฟรี 6 เดือน ช่วยอัปสกิลแรงงานในยุคใหม่ที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว จนคนทำงานรู้สึกไม่มั่นคง พร้อมตั้ง 'สภา AI แห่งชาติ'
ท่ามกลางยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนโลก และดิสรัปต์การทำงานยุคใหม่ "สิงคโปร์" ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่เดินหน้าปรับตัวเร็วที่สุด กำลังยกระดับยุทธศาสตร์ด้าน AI อย่างจริงจัง
ล่าสุดนายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง ประกาศเมื่อวันที่ 12 ก.พ.69 ว่า ชาวสิงคโปร์ที่ลงทะเบียนเรียนหลักสูตรฝึกอบรมด้าน AI ที่กำหนด จะได้รับสิทธิใช้งานเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมฟรี 6 เดือน เพื่อช่วยให้แรงงานสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง เนื่องจาก AI กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว
“AI จะเปลี่ยนวิธีการทำงานของเรา” นายกฯ หว่อง ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังด้วย กล่าวในสุนทรพจน์งบประมาณปี 2026 “ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นคง โดยเฉพาะเมื่ออาชีพ และรายได้มีความเสี่ยง”
นายกฯ สิงคโปร์ยอมรับว่า มีความกังวลเพิ่มขึ้นในหมู่แรงงาน แต่ก็ย้ำด้วยเช่นกันว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะไม่เกิดขึ้นโดยแลกกับความเป็นอยู่ของประชาชน
“เราจะเดินหน้า AI เพราะเราจำเป็นต้องทำ ขณะเดียวกันเราจะจัดเตรียมการสนับสนุนที่เข้มแข็ง เพื่อช่วยให้แรงงานของเราปรับตัว และก้าวหน้า เพราะเราจะดูแลคนของเรา”
สิทธิการใช้งานพรีเมียมดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้ทดลองใช้โมเดล AI ขั้นสูงมากขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วต้องสมัครสมาชิกแบบเสียค่าใช้จ่าย
โครงการนี้เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ในสิ่งที่นายกฯ สิงคโปร์เรียกว่าเป็นความพยายามแบบ “บูรณาการข้ามหน่วยงาน” โดยรายละเอียดเพิ่มเติมจะมีการประกาศในระหว่างการอภิปรายงบประมาณของรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้น
ความต้องการทักษะ AI เพิ่มสูงขึ้น
การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความต้องการทักษะ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายอุตสาหกรรม
หน่วยงานของรัฐที่ส่งเสริมการอัปสกิลแรงงานอย่าง SkillsFuture Singapore ระบุเมื่อเดือนม.ค. ว่า ความต้องการทักษะที่เกี่ยวข้องกับ AI เพิ่มขึ้น "มากกว่าสองเท่า" ระหว่างปี 2022-2025 โดยด้านต่างๆ เช่น หลักการ และการประยุกต์ใช้ AI การประเมินโมเดล และแนวปฏิบัติ AI อย่างมีความรับผิดชอบ กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากบทบาทไอที แบบดั้งเดิมไปสู่การประยุกต์ใช้ที่ขับเคลื่อนด้วย AI
นายกฯ สิงคโปร์เรียกร้องให้ชาวสิงคโปร์ริเริ่มเรียนรู้ และพัฒนาทักษะ AI ด้วยตนเอง โดยชี้ว่าแชตบอตอย่าง ChatGPT และ Gemini มีให้ใช้งานอย่างแพร่หลาย และใช้งานง่าย
อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ให้เกิดประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการเรียนรู้ การฝึกฝน และการสนับสนุนที่เหมาะสม แม้ว่าจะมีหลักสูตร AI จำนวนมากบนเว็บไซต์ SkillsFuture แต่การค้นหาเส้นทางที่เหมาะสมอาจเป็นเรื่องท้าทาย
โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ในการแถลงงบประมาณปี 2026 นายกฯ สิงคโปร์ได้ใช้เวลาไม่น้อยไปกับการกล่าวถึงการนำ AI มาใช้ และการเสริมสร้างศักยภาพด้านกลาโหม พร้อมระบุว่าปีต่อๆ ไปจะ “เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน”
“เหตุการณ์เพียงแค่เดือนแรกของปี 2026 ก็มีขนาด และผลกระทบใหญ่มากแล้ว และยิ่งเพิ่มความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก” หว่อง กล่าว “ปีต่อๆ ไปจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ไปจนถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ”
หว่อง กล่าวว่า แม้ความกังวลรุนแรงที่สุดเกี่ยวกับผลกระทบจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในปี 2025 จะไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่ความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจโลกจะถูกทดสอบหนักขึ้นในปีนี้
แม้เศรษฐกิจสิงคโปร์จะขยายตัวได้ถึง 5.0% ในปี 2025 แต่หว่อง กล่าวว่า แนวโน้มโดยรวมในปี 2026 จะอยู่ในระดับปานกลางมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์การเติบโตในปีนี้อยู่ที่ 2-4% และหว่อง กล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าการเติบโตในช่วงบนของกรอบ 2–3% ต่อปีในทศวรรษหน้า
นายกฯ เป็นประธาน 'สภา AI แห่งชาติ'
รอยเตอร์ส ระบุว่า หว่องยังรับบทบาทเป็นประธาน "สภา AI แห่งชาติ" แห่งใหม่ เพื่อผลักดันการใช้ AI
“มันสามารถช่วยเราเอาชนะข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเรา ทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่จำกัด ประชากรที่กำลังสูงวัยอย่างรวดเร็ว และตลาดแรงงานที่ตึงตัว” หว่อง กล่าวพร้อมเสริมว่า AI เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จใน “โลกที่เปลี่ยนไป” ขณะที่สหรัฐกำลังทบทวนบทบาทของตนในระเบียบโลก
นายกฯ สิงคโปร์ คาดว่า AI จะเปลี่ยนแปลง "4 ภาคส่วนหลัก" ของเศรษฐกิจสิงคโปร์ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การเชื่อมต่อ การเงิน และสาธารณสุข
ลี เหยียน นี นักวิเคราะห์ความเสี่ยงประเทศอาวุโสจาก BMI ระบุว่าสภา AI แห่งชาติเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว”
อย่างไรก็ตาม ชอง จา เอียน นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวว่า จำเป็นต้อง "บริหารความเสี่ยง" จากการลงทุน AI จำนวนมาก เผื่อกรณีที่สถานการณ์อาจซ้ำรอย "ฟองสบู่ดอตคอม" ในทศวรรษ 1990
ทั้งนี้ สิงคโปร์คาดการณ์ว่าการบริหารจัดการในปีงบประมาณ 2026 จะมีการเกินดุลงบประมาณ 8.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 1% ของจีดีพี ซึ่งลดลงจากปีงบ ปัจจุบันที่คาดว่าจะเกินดุล 1.51 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 1.9% ของจีดีพี
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





