วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เตือนสหรัฐขาดดุลหนักกว่าเดิม 1.4 ล้านล้านในสิบปี ภาษีนำเข้าช่วยได้แค่ระยะสั้น

เตือนสหรัฐขาดดุลหนักกว่าเดิม 1.4 ล้านล้านในสิบปี ภาษีนำเข้าช่วยได้แค่ระยะสั้น

มาตรการภาษีช่วยได้แค่ระยะสั้น CBO เตือนสหรัฐขาดดุลมากกว่าที่คาดไว้อีก 1.4 ล้านล้าน หนี้สหรัฐจะพุ่งไปแตะ 64 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 10 ปีข้างหน้า

สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐ (CBO) ออกโรงเตือนอีกครั้งว่า สหรัฐกำลังอยู่บนเส้นทาง "การคลังที่ไม่ยั่งยืน" พร้อมปรับเพิ่มประมาณการขาดดุลในช่วง 10 ปีข้างหน้าอีก 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 43.5 ล้านล้านบาท) โดยมีปัจจัยสำคัญจากกฎหมายภาษีปี 2025 และนโยบายตรวจคนเข้าเมืองภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

"แพ็กเกจนโยบายการคลังหลัก" ที่ลงนามเมื่อเดือนก.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งขยายเวลามาตรการลดภาษีปี 2017 และเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่หลายรายการ ถูกประเมินว่าจะเพิ่มยอดขาดดุล 4.7 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ต้นทุนจากมาตรการบังคับใช้ "กฎหมายตรวจคน" เข้าเมืองคาดว่าจะเพิ่มอีก 5 แสนล้านดอลลาร์

แม้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าอย่างกว้างขวาง ซึ่งทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่แท้จริงเพิ่มขึ้นเกิน 13% ตามการประเมินของบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ จะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐบาล แต่ CBO คาดว่าในระยะยาว จะช่วยลดการขาดดุลได้เพียงแค่ประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงทศวรรษหน้า ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะช่วยชดเชยผลกระทบจากการลดภาษีและรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น

ตัวเลขรายได้ดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า นโยบายการค้าสหรัฐ ณ วันที่ 20 พ.ย. 2025 จะยังคงมีผลบังคับใช้ตลอดทศวรรษข้างหน้า อย่างไรก็ดี อัตราภาษีนำเข้าอาจเผชิญความไม่แน่นอน เนื่องจาก "ศาลฎีกาสหรัฐ" อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตในการกำหนดมาตรการภาษีตอบโต้หรือไม่ ขณะที่รัฐบาลในอนาคต รวมถึงตัวทรัมป์เองก็อาจปรับเปลี่ยนนโยบายหลังจากนี้ด้วย

เตือนสหรัฐขาดดุลหนักกว่าเดิม 1.4 ล้านล้านในสิบปี ภาษีนำเข้าช่วยได้แค่ระยะสั้น

'ดอกเบี้ยหนี้–สวัสดิการ' ดันขาดดุลทุบสถิติ

CBO คาดว่ารายจ่าย "ดอกเบี้ยสุทธิ" จะเพิ่มจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 เป็น 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2036 จากระดับหนี้ที่สูงและอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภายในปี 2036 รัฐบาลสหรัฐจะมีการขาดดุลคิดเป็น 6.7% ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 50 ปีที่ 3.8% อย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนยอดขาดดุลงบประมาณรวม คาดว่าจะเท่ากับหรือเกิน 5.6% ของจีดีพี "ในทุกๆ ปี" ตั้งแต่ปี 2026 - 2036 ซึ่งจะถือเป็น "สถิติใหม่" เนื่องจากสหรัฐไม่เคยมีขาดดุลขนาดใหญ่ต่อเนื่องเกิน 5 ปีนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลในปี 1930

รายงานยังระบุว่า สูตรนโยบายของรัฐบาลที่ประกอบด้วยการลดภาษี การขึ้นภาษีนำเข้า และการผ่อนคลายกฎระเบียบ "ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างเส้นทางการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ" โดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวได้ 2.2% ในปี 2026 ก่อนชะลอตัวลงสู่ 1.8% ในปี 2027 และ 2028 และจะทรงตัวเฉลี่ยที่ระดับดังกล่าวไปจนถึงปี 2036 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายการเติบโต 3% ของรัฐบาล

'หนี้ต่อจีดีพี' จะทุบสถิติใหม่ในปี 2030

ในด้านสัดส่วน "หนี้ต่อจีดีพี" นั้น CBO เลื่อนกรอบเวลาที่ระดับหนี้จะทำสถิติสูงสุดใหม่ออกไปเป็นปี 2030 จากเดิมที่เคยคาดไว้ในปี 2029 โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้จะทะลุ 107% ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่าสถิติเดิม 106% ที่เคยทำไว้ในปี 1946 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

การเพิ่มขึ้นของหนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากงบประมาณรายจ่ายตามดุลพินิจ เช่น กลาโหมหรือความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังมาจากดอกเบี้ยหนี้ที่พุ่งสูงขึ้น และรายจ่ายในโครงการสวัสดิการหลัก ได้แก่ ประกันสังคม, เมดิแคร์ และเมดิเคด

ก่อนหน้านี้ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่กำลังจะพ้นวาระในเดือนพ.ค. นี้ กล่าวว่า แม้ระดับหนี้ปัจจุบันยังไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน แต่เส้นทางการคลังอยู่ในทิศทางที่ไม่ยั่งยืน พร้อมเตือนว่าการขาดดุลขนาดใหญ่ในช่วงที่เศรษฐกิจใกล้การจ้างงานเต็มที่ เป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไข

รายได้ภาษีนำเข้าพุ่ง 300% ช่วยพยุงระยะสั้น

ขณะเดียวกัน ตัวเลขล่าสุดจากกระทรวงการคลังสะท้อนภาพระยะสั้นที่ผ่อนคลายลง โดยในเดือนม.ค. 2026 รายได้จากภาษีศุลกากรอยู่ที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 1.24 แสนล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 304% จากช่วงเดียวกันของปี 2025

ในเดือนที่สี่ของปีงบประมาณ การขาดดุลอยู่ที่ประมาณ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือลดลงราว 26% จากปีก่อน ขณะที่ยอดขาดดุลสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 6.97 แสนล้านดอลลาร์ ลดลง 17%

อย่างไรก็ตาม ภาระดอกเบี้ยจากหนี้สาธารณะมูลค่า 38.6 ล้านล้านดอลลาร์ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ โดยดอกเบี้ยสุทธิในเดือนล่าสุดอยู่ที่ 7.6 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่ารายจ่ายเกือบทุกหมวด ยกเว้นเมดิแคร์ ประกันสังคม และรายจ่ายด้านสาธารณสุข ขณะที่ยอดดอกเบี้ยรวมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 4.265 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 3.922 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ที่มา: Bloomberg, CNBC