มาตรการภาษีช่วยได้แค่ระยะสั้น CBO เตือนสหรัฐขาดดุลมากกว่าที่คาดไว้อีก 1.4 ล้านล้าน หนี้สหรัฐจะพุ่งไปแตะ 64 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 10 ปีข้างหน้า
สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐ (CBO) ออกโรงเตือนอีกครั้งว่า สหรัฐกำลังอยู่บนเส้นทาง "การคลังที่ไม่ยั่งยืน" พร้อมปรับเพิ่มประมาณการขาดดุลในช่วง 10 ปีข้างหน้าอีก 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 43.5 ล้านล้านบาท) โดยมีปัจจัยสำคัญจากกฎหมายภาษีปี 2025 และนโยบายตรวจคนเข้าเมืองภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
"แพ็กเกจนโยบายการคลังหลัก" ที่ลงนามเมื่อเดือนก.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งขยายเวลามาตรการลดภาษีปี 2017 และเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่หลายรายการ ถูกประเมินว่าจะเพิ่มยอดขาดดุล 4.7 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ต้นทุนจากมาตรการบังคับใช้ "กฎหมายตรวจคน" เข้าเมืองคาดว่าจะเพิ่มอีก 5 แสนล้านดอลลาร์
แม้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าอย่างกว้างขวาง ซึ่งทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่แท้จริงเพิ่มขึ้นเกิน 13% ตามการประเมินของบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ จะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐบาล แต่ CBO คาดว่าในระยะยาว จะช่วยลดการขาดดุลได้เพียงแค่ประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงทศวรรษหน้า ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะช่วยชดเชยผลกระทบจากการลดภาษีและรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น
ตัวเลขรายได้ดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า นโยบายการค้าสหรัฐ ณ วันที่ 20 พ.ย. 2025 จะยังคงมีผลบังคับใช้ตลอดทศวรรษข้างหน้า อย่างไรก็ดี อัตราภาษีนำเข้าอาจเผชิญความไม่แน่นอน เนื่องจาก "ศาลฎีกาสหรัฐ" อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตในการกำหนดมาตรการภาษีตอบโต้หรือไม่ ขณะที่รัฐบาลในอนาคต รวมถึงตัวทรัมป์เองก็อาจปรับเปลี่ยนนโยบายหลังจากนี้ด้วย
'ดอกเบี้ยหนี้–สวัสดิการ' ดันขาดดุลทุบสถิติ
CBO คาดว่ารายจ่าย "ดอกเบี้ยสุทธิ" จะเพิ่มจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 เป็น 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2036 จากระดับหนี้ที่สูงและอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภายในปี 2036 รัฐบาลสหรัฐจะมีการขาดดุลคิดเป็น 6.7% ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 50 ปีที่ 3.8% อย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนยอดขาดดุลงบประมาณรวม คาดว่าจะเท่ากับหรือเกิน 5.6% ของจีดีพี "ในทุกๆ ปี" ตั้งแต่ปี 2026 - 2036 ซึ่งจะถือเป็น "สถิติใหม่" เนื่องจากสหรัฐไม่เคยมีขาดดุลขนาดใหญ่ต่อเนื่องเกิน 5 ปีนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลในปี 1930
รายงานยังระบุว่า สูตรนโยบายของรัฐบาลที่ประกอบด้วยการลดภาษี การขึ้นภาษีนำเข้า และการผ่อนคลายกฎระเบียบ "ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างเส้นทางการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ" โดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวได้ 2.2% ในปี 2026 ก่อนชะลอตัวลงสู่ 1.8% ในปี 2027 และ 2028 และจะทรงตัวเฉลี่ยที่ระดับดังกล่าวไปจนถึงปี 2036 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายการเติบโต 3% ของรัฐบาล
'หนี้ต่อจีดีพี' จะทุบสถิติใหม่ในปี 2030
ในด้านสัดส่วน "หนี้ต่อจีดีพี" นั้น CBO เลื่อนกรอบเวลาที่ระดับหนี้จะทำสถิติสูงสุดใหม่ออกไปเป็นปี 2030 จากเดิมที่เคยคาดไว้ในปี 2029 โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้จะทะลุ 107% ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่าสถิติเดิม 106% ที่เคยทำไว้ในปี 1946 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
การเพิ่มขึ้นของหนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากงบประมาณรายจ่ายตามดุลพินิจ เช่น กลาโหมหรือความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังมาจากดอกเบี้ยหนี้ที่พุ่งสูงขึ้น และรายจ่ายในโครงการสวัสดิการหลัก ได้แก่ ประกันสังคม, เมดิแคร์ และเมดิเคด
ก่อนหน้านี้ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่กำลังจะพ้นวาระในเดือนพ.ค. นี้ กล่าวว่า แม้ระดับหนี้ปัจจุบันยังไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน แต่เส้นทางการคลังอยู่ในทิศทางที่ไม่ยั่งยืน พร้อมเตือนว่าการขาดดุลขนาดใหญ่ในช่วงที่เศรษฐกิจใกล้การจ้างงานเต็มที่ เป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไข
รายได้ภาษีนำเข้าพุ่ง 300% ช่วยพยุงระยะสั้น
ขณะเดียวกัน ตัวเลขล่าสุดจากกระทรวงการคลังสะท้อนภาพระยะสั้นที่ผ่อนคลายลง โดยในเดือนม.ค. 2026 รายได้จากภาษีศุลกากรอยู่ที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 1.24 แสนล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 304% จากช่วงเดียวกันของปี 2025
ในเดือนที่สี่ของปีงบประมาณ การขาดดุลอยู่ที่ประมาณ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือลดลงราว 26% จากปีก่อน ขณะที่ยอดขาดดุลสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 6.97 แสนล้านดอลลาร์ ลดลง 17%
อย่างไรก็ตาม ภาระดอกเบี้ยจากหนี้สาธารณะมูลค่า 38.6 ล้านล้านดอลลาร์ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ โดยดอกเบี้ยสุทธิในเดือนล่าสุดอยู่ที่ 7.6 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่ารายจ่ายเกือบทุกหมวด ยกเว้นเมดิแคร์ ประกันสังคม และรายจ่ายด้านสาธารณสุข ขณะที่ยอดดอกเบี้ยรวมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 4.265 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 3.922 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน





