หลังจากที่มีรายงานข่าวว่า "รัฐบาลจีน" เรียกร้องให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศ "จำกัดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ" ตลาดพันธบัตรสหรัฐก็ปรับตัวลง ดอลลาร์อ่อนค่า สะท้อนความกังวลที่มีต่อประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่อย่างจีน
แม้ตลาดจะตอบรับความกังวลแค่ช่วงสั้นๆ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ได้กระตุ้นโฟกัสของตลาดให้หันไปมองปัญหาใหญ่กว่าที่อยู่ข้างหลังว่า "จีนไม่ได้เพิ่งเปลี่ยนท่าที แต่จีนลดการถือครองหนี้สหรัฐมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปีแล้ว" และกำลังปลุกความกังวลขึ้นว่า หรือนี่อาจเป็นสัญญาณของการ "ตีตัวออกห่าง" ตลาดหนี้สหรัฐในวงกว้างของนักลงทุนทั่วโลก ไม่ใช่แค่จีนประเทศเดียว
หากดูข้อมูลที่จีนถือครองพันธบัตรสหรัฐจะช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมเทรดเดอร์จึงเคลื่อนไหวกับข่าวครั้งนี้แค่ช่วงสั้นๆ เพราะจีนซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็น "เจ้าหนี้ต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ" ได้ลดการถือครองพันธบัตรอเมริกาลงมาแล้ว "เกือบครึ่งหนึ่ง" นับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา และนักลงทุนจำนวนมากมองว่าพาดหัวข่าวล่าสุดเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของแนวโน้มระยะยาวดังกล่าว
ความเสี่ยงที่ตลาดกังวลอยู่ในขณะนี้จึงไม่ใช่จีน แต่คือความเป็นไปได้ที่นโยบายซึ่งยากต่อการคาดเดาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจทำให้บรรดาประเทศพันธมิตรของสหรัฐ “ตีตัวออกห่าง” มากขึ้น และกระตุ้นให้เจ้าหนี้รายใหญ่ในปัจจุบันอย่าง "ยุโรป" และ "ญี่ปุ่น" ลดการถือครองตามรอยจีน
โลกจะทิ้งตามรอยจีนหรือไม่
สัญญาณเตือนล่าสุดจากจีนเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากคำขู่ของทรัมป์เกี่ยวกับการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดอีกครั้งในเดือนม.ค.
กองทุนบำเหน็จบำนาญของ "เดนมาร์ก" AkademikerPension ซึ่งมีขนาดสินทรัพย์มูลค่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ประกาศขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ทั้งหมด ขณะที่กองทุนบำเหน็จบำนาญของ "เนเธอร์แลนด์" Stichting Pensioenfonds ABP ระบุว่า ได้ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐลงราว 1 หมื่นล้านยูโร เหลือ 1.9 หมื่นล้านยูโร ในช่วงหกเดือนจนถึงเดือนก.ย. 2025
ส่วนนอกยุโรป "อินเดีย" ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบห้าปี ขณะที่ "บราซิล" ก็ลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรระยะยาวเช่นกัน
ดาเมียน โลห์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของบริษัทอีริคเซนซ์ แคปิทัล ในสิงคโปร์ ระบุว่า แนวโน้มในภาพรวมชัดเจนว่า
“นิติบุคคลนอกสหรัฐ ทั้งภาครัฐและเอกชน กำลังลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล”
แม้การถือครองพันธบัตรสหรัฐของต่างชาติจะทำสถิติสูงสุดที่ 9.4 ล้านล้านดอลลาร์ ในเดือนพ.ย. 2025 แต่เมื่อเทียบสัดส่วนต่อหนี้โดยรวมทั้งหมดกลับมีปริมาณลดลง สะท้อนว่าการซื้อของต่างชาติไม่สอดคล้องกันเร็วพอต่อการขยายตัวของการกู้ยืมภาครัฐของวอชิงตัน
ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรสหรัฐราว 31% ลดลงจากประมาณ 50% ในช่วงต้นปี 2015 อย่างไรก็ดี ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็ยังเรียกว่าห่างไกลจากการหยุดซื้อ
ต่างชาติถือครองสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ตัวเลขจนถึงขณะนี้พบว่าแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนว่าการลดการถือครองของจีนซึ่งเป็นคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ยังเป็นเพียง "กรณีเฉพาะ" มากกว่าจะเป็นทิศทางหลักของตลาด
จากรายงานข่าวจากรอยเตอร์สเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมาระบุว่า นักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรสหรัฐพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพ.ย. 2025 โดยแม้ว่าจีนจะลดการถือครองลงต่ำสุดในรอบกว่า 16 ปี อยู่ที่ราว 6.2 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2008 แต่ก็ได้ประเทศอื่นๆ ที่นำโดย "ญี่ปุ่น อังกฤษ และแคนาดา" เพิ่มการถือครองมากขึ้นแทน
ข้อมูลกระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุว่า การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐของต่างชาติปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ "สูงสุดตลอดกาล" ที่ 9.355 ล้านล้านดอลลาร์ ในเดือนพ.ย. หรือเพิ่มขึ้น 7.2% จากระดับ 9.243 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค. ปีเดียวกัน
บลูมเบิร์กระบุว่า นอกเหนือจากกระแสความตึงเครียดเป็นครั้งคราว ตลาดหนี้ของสหรัฐยังคงทำงานได้อย่างราบรื่น ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย (Bid-Ask Spread) อยู่ในระดับต่ำ ความผันผวนลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี และการประมูลพันธบัตรยังดำเนินไปอย่างเรียบร้อย
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ราคาพันธบัตรปรับตัวลดลงในช่วงแรก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีปรับขึ้น 5 จุดเปอร์เซนต์ แต่ภายในวันอังคาร อัตราผลตอบแทนกลับลดลงอีกครั้ง หลังนักลงทุนหันไปให้ความสนใจกับตัวเลขการจ้างงานสำคัญ และความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมมากกว่า
จีนมองอย่างไร
บลูมเบิร์กอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่า หน่วยงานกำกับดูแลของจีนเริ่มกังวลมากขึ้นว่า การถือครองหนี้รัฐบาลสหรัฐในปริมาณมาก อาจทำให้ธนาคารของจีนเองเผชิญความผันผวนด้านราคาอย่างรุนแรง ปักกิ่งจึงแนะนำให้ธนาคารในประเทศ "จำกัดการซื้อพันธบัตรสหรัฐเพิ่มเติม" และสั่งให้ผู้ที่มีสัดส่วนการถือครองสูงปรับลดสถานะลง
การเกินดุลการค้าของจีนซึ่งทำสถิติสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ แทนที่จะนำรายได้จากการส่งออกกลับเข้าสู่ประเทศ บริษัทและธนาคารจีนจำนวนมากเลือกเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า
สตีเฟน เจน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทยูไรซอน เอสแอลเจ แคปิทัล ระบุว่า การถือครองสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ในสัดส่วนสูงเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้กำหนดนโยบายจีนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐและจีนทวีความรุนแรง
“แนวคิดเรื่องการปล่อยกู้ให้รัฐบาลของประเทศคู่แข่งหลัก ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ปักกิ่งยอมรับได้อีกต่อไป" เขากล่าว
อย่างไรก็ดี จิม โอนีล อดีตประธานของโกลด์แมน แซคส์ แอสเซ็ท แมเนจเมนท์ ระบุว่า ตราบใดที่สหรัฐยังขาดดุลการค้าและส่งดอลลาร์ออกไปทั่วโลก ประเทศต่างๆ ย่อมต้องหาที่พักเงินสำหรับรายได้เหล่านั้น โดยพันธบัตรสหรัฐยังคงเป็นหนึ่งในปลายทางหลัก
“มันเป็นประเด็นที่ถูกขยายเกินจริง ตลาดพันธบัตรสหรัฐมีขนาดใหญ่มาก หากจีนหรือญี่ปุ่นลดการถือครอง ก็จะมีผู้ซื้อรายอื่นเข้ามาแทน”
ขณะที่นักวิชาการบางส่วนยังมองว่า การถือครองพันธบัตรสหรัฐของจีนอาจ "มากกว่าที่ตัวเลขทางการจริงสะท้อน"
แบรด เซตเซอร์ นักวิชาการอาวุโสจากสภาความสัมพันธ์ต่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรคลังสมองในสหรัฐ ประเมินว่า การถือครองที่แท้จริงของจีนอาจสูงเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าตัวเลข 6.83 แสนล้านดอลลาร์ที่กระทรวงการคลังสหรัฐรายงาน เนื่องจากจีนอาจกระจายการถือครองผ่านผู้ดูแลสินทรัพย์ในยุโรป เช่น "เบลเยียม" ซึ่งมีการถือครองพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้นถึง "สี่เท่า" นับตั้งแต่ปลายปี 2017 เป็น 4.81 แสนล้านดอลลาร์
เอสวาร์ ปราสาท ศาสตราจารย์อาวุโสด้านนโยบายการค้าของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ และอดีตหัวหน้าฝ่ายจีนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มองว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) แทบไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก
“ธนาคารกลางจีนยังคงต้องพึ่งพาดอลลาร์ เนื่องจากขาดแคลนสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูงในสกุลเงินอื่น มีความเป็นไปได้ต่ำมากที่จีนจะกระจายการลงทุนออกจากพันธบัตรสหรัฐในระดับที่ตัวเลขทางการบ่งชี้” เขากล่าว





